เมื่อกล่าวถึงการเลือกตั้งสหรัฐฯที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ทำให้นักลงทุนสงสัยว่า 2 ปี ก่อนสหรัฐฯก็พึ่งมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีไปเอง แล้วการเลือกตั้งครั้งนี้ที่เรากล่าวจะเป็นการเลือกประธานาธิบดีอีกแล้ว ต้องตอบว่าไม่ใช่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่เป็นการตั้งเลือกวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กันกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะว่าการเลือกตั้งวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นปัจจัยที่กำหนดอนาคตของทรัมป์ว่าจะสามารถเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯต่อไปหรือไม่ และการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ทรัมป์ทำมาตลอดอาจไม่มีอีกต่อไป ทั้งนี้ทรัมป์บอกเสมอว่า เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ดัชนี Dow Jones ปรับขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์ และตั้งแต่ที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20  มกราคม พ.ศ. 2560 ถึงปัจจุบัน(27 ตุลาคม พ.ศ. 2561) ดัชนี Dow Jones ปรับขึ้นมากกว่า 4,600 จุด (+24%) หากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ Dow Jones จะขึ้นอยู่หรือไม่?

 

 

 

 

 

 

 

กลับมาที่การเลือกตั้งสหรัฐฯต่อเราจะเริ่มเล่าตั้งแต่ระบบการเมืองสหรัฐฯกันก่อน ต้องกล่าวว่าสหรัฐฯมีระบบ 2 สภาคู่ คือ สภาสูงหรือวุฒิสภา และสภาล่างหรืออีกชื่อเดียวที่เรียกว่า สภาผู้แทนราษฎร

 

โดยวุฒิสภาจะมีทั้งหมด 100 ที่นั่ง และสมาชิกวุฒิสภาจะมีรัฐละ 2 คนเท่านั้น วาระละ 6 ปี การครอบเสียงข้างมาก 51 ที่นั่งขึ้นไป และการเลือกตั้งนี้เป็นการเลือกใหม่ 35 ที่นั่ง นับเป็นเดโมแครตหมดวาระ 24 ที่นั่ง รีพับลิกันหมดวาระ 9 ที่นั่ง พรรคอื่นๆ 2 ที่นั่ง

 

ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรมีทั้งหมด 435 ที่นั่ง ต้องได้เสียงข้างมากเกิน 218 ที่นั่ง และมีวาระละ 2 ปี

หน้าที่ของวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรได้แก่ การกลั่นกรองกฎหมาย ,ออกกฎหมาย และสามารถถอดถอนประธานาธิบดี

ซึ่งตอนนี้พรรคเดโมแครต มีวุฒิสภา 46 ที่นั่งหากหักที่จะหมดวาระออกจะเหลือ 22 ที่นั่ง และสภาผู้แทนราษฎร 193 ที่นั่ง ส่วนพรรครีพับลิกันวุฒิสภา 51 ที่นั่งหักที่จะหมดวาระออกจะเหลือ 42 ที่นั่ง  และสภาผู้แทนราษฎร 240 ที่นั่ง ถือว่าพรรครีพับลิกันมีเสียงข้างมากในสภาสูงและสภาล่างเลยทีเดียว

หากเดโมแครตต้องการเป็นเสียงข้างมากของ 2 สภา ต้องได้คะแนนที่นั่งวุฒิสภาอีก 29 ที่นั่ง และต้องได้ที่นั่งจากสภาผู้แทนราษฎรเกิน 218 ที่นั่ง

ขณะที่รีพับลิกันขอเพียง 9 ที่นั่งในวุฒิสภาก็จะได้เสียงข้างมากของวุฒิสภา และได้ที่นั่งจากสภาผู้แทนราษฎรเกิน 218 ที่นั่ง ก็สามารถคุมทั้ง 2 สภาของสหรัฐฯได้

 

 

 

ทั้งนี้ผล Poll วุฒิสภาที่ออกมาตอนนี้มีแนวโน้มที่พรรครีพับลิกันจะครอบเสียงข้างมากต่อ

 

 

ขณะที่ผล Poll สภาผู้แทนราษฎร แสดงให้เห็นว่าพรรครีพับลิกันมีแนวโน้มที่ได้คะแนนเสียงมากกว่าพรรคเดโมแครต

 

จาก Poll ที่ออกมามีโอกาสน้อยมากที่พรรคเดโมแครต จะกลับมาเป็นเสียงข้างมาก

หากเดโมแครตได้เสียงข้างมาก

1.การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะยากมากขึ้น เพราะไม่มีเสียงสนับสนุนจากสภาสูงและสภาล่าง

2.ทรัมป์อาจถูกถอดถอน ซึ่งทำได้หลายทาง โดยหนึ่งในวิธีคือ มีความผิดข้อหากบฏทรยศชาติ ,รับสินบน ,ข้อหาอาญาร้ายแรง ,วุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ไม่ปกติ และลหุโทษอื่นๆ ทั้งนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนมีสิทธิ์ยื่นญัตติขอถอดถอนประธานาธิบดีได้ และหากมีการลงมติสนับสนุนมากกว่า 51% ขึ้นไป เรื่องถอดถอนจะถูกส่งไปให้วุฒิสภารับไม้ต่อ วุฒิสภาต้องลงมติด้วยเสียงอย่างน้อย 2 ใน 3 (67%) ขึ้นไป จึงจะถอดถอนประธานาธิบดีได้

3.อาจทำให้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนลดความร้อนแรง เนื่องจากไม่มีเสียงสนับสนุน

 

ซึ่งเรากำลังหมายความว่าหากเดโมแครตได้เสียงข้างมาก แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯจะชะลอตัวจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ต่อเนื่อง แต่แนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวจากสงครามการค้าที่ลดลง และ US Dollar มีโอกาสอ่อนค่า รวมถึงราคาทองคำมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น

 

 

หากรีพับลิกันได้เสียงข้างมาก

1.ตำแหน่งทรัมป์มั่นคงไปอีก 2 ปี เพราะการถอดถอนทรัมป์จำเป็นต้องให้เสียงสนับสนุน 2 ใน 3 (67%) ของวุฒิสภา

2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เพราะมีเสียงสนับสนุนพอในสภาสูงและสภาล่าง

3.สงครามการค้ามีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้น เพราะทรัมป์มีเสียงข้างมาก

การที่ทรัมป์อยู่ในตำแหน่งแบบมี 2 สภาหนุนจะทำให้ทรัมป์สามารถทำนโยบาย America first ได้ต่อเนื่องทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯในระยะสั้นขยายตัวทำให้ US Dollar Index แข็งค่า และเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาทองคำ

 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก

– Aspen
– BBC
– The Guardian
– Financial Times
– CNN
– New York Times

จัดทำโดย
นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์
นักวิเคราะห์ด้านการลงทุนปัจจัยพื้นฐานสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ตำแหน่งนักวิเคราะห์อาวุโส
บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด

บทวิเคราะห์

บทความอื่น ๆ