ถึงจุดแตกหักระหว่างประเทศ หลังจากที่สหรัฐฯและจีนเริ่มทำสงครามการค้าเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยตอนนี้สหรัฐฯประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนไปแล้ว 1 ครั้ง  ในวันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม 2561 สหรัฐฯประกาศขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากจีน 818 รายการ มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสินค้าที่โดนภาษีเป็น ชิ้นส่วนอากาศยาน ,เครื่องจักร ซึ่งไม่ใช่สินค้าส่งออกหลักของจีน

 

ส่วนจีนโต้กลับโดยการประกาศขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ 545 รายการ มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกำแพงภาษีได้แก่ ยานยนต์ และพลังงาน เป็นสินค้าส่งออกมาหลักของสหรัฐฯ

 

ทำให้เห็นว่าจีนใช้มาตรการขึ้นภาษีได้ดีกว่าสหรัฐฯในรอบแรก เพราะเล่นสินค้าที่สหรัฐฯส่งออกเป็นหลัก

 

ถึงเวลาที่เราจะได้รู้แล้วว่า สหรัฐฯ และจีน เริ่มทำอะไรแล้วบ้างกับสงครามการค้าครั้งนี้

 

โดยจีนเดินเกมไปแล้ว 3 ทาง

1.จับมือประเทศที่อยู่ในสมาชิก WTO (องค์การการค้าโลก (World Trade Organization)อย่าง แคนาดา ,สวิตเซอร์แลนด์ ,นอรเวย์ ,ตุรกี ,คอสตาริก้า ,ฮ่องกง ,เวเนซุเอล่า ,สิงคโปร์ ,บราซิล ,เกาหลีใต้ ,เม็กซิโก ,กาต้า ,ไทย ,อินเดีย ,และยุโรป เพื่อที่จะคัดค้านแผนของสหรัฐฯที่จะเก็บภาษีนำเข้า รถยนต์

 

2.ลดการถือพันธบัตรสหรัฐฯ ตอนนี้ถืออยู่ที่ระดับ 1.18 ล้านล้านดอลลาร์  ลดลงถือครองไป 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งพันธบัตรสหรัฐฯเป็นแหล่งงบประมาณของสหรัฐฯ

 

3.ลดภาษีศุลกากรครั้งใหญ่ เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคและยานยนต์ลดภาษีเหลือ 6.9% จากเดิม 15.7% เพื่อกระตุ้นการนำเข้าจากต่างประเทศ และเพื่อทำให้ประชาชนลดการซื้อของจากสหรัฐฯ

 

เป้าหมายของจีน เพิ่ม GDP ,ลดอำนาจสหรัฐฯ เพิ่มอำนาจจี

 

ส่วนสหรัฐฯเดิน 2 ทาง

1.ดึงยุโรปกลับมาเป็นเพื่อน โดยทรัมป์เสนอยุติการเรียกเก็บภาษีรถยนต์จากยุโรป หากยุโรปปรับลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯ ซึ่งนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ให้ EU ปรับลดอัตราภาษีต่อรถยนต์ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ทำให้เสียงใน 28 ประเทศในยุโรป ไม่คิดส่งเรื่องไป WTO หรือหากมีประเทศฟ้อง WTO เยอะทรัมป์อาจตัดสินใจนำสหรัฐฯออกจาก WTO

2.จะขึ้นภาษีจีนอีก 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในอีกสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ก.ค. และจะมีการเก็บภาษีเพิ่มอีก 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในสินค้าจีน 6,000 รายการ คาดว่าจะเริ่มเก็บปลายเดือน ก.ย.

 

เป้าหมายของสหรัฐฯ เพิ่ม GDP , ลดหนี้ ,ลดอำนาจจีน

และหากจีนสามารถชนะสงครามการค้าครั้งนี้ได้ จีนจะสามารถขึ้นเป็นผู้ทางเศรษฐกิจของโลกได้หรือไม่

 

คำตอบ คือ ยังไม่สามารถเพราะจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ และจีน ขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐฯมากกว่าจีนถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เรามองว่าการชนะสงครามการค้าเป็นบันไดอีกขั้นที่ทำให้จีนกำลังใกล้สู่ผู้นำทางเศรษฐกิจของโลกอีกหนึ่งก้าวเท่านั้น

 

แล้วหากคิดในประเด็นเรื่องผลกระทบที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเราได้มุมมองจาก ฟิทช์ เรทติ้งส์มีการคาดการณ์ว่า สงครามการค้าจะกระทบการค้าโลกรวมมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์

 

ต่อที่ว่าสหรัฐฯหรือจีนใครได้เปรียบเสียเปรียบเราขอนำคำตอบของ JPMorgan มาโดย JPMorgan มุมมองว่า สงครามการค้ามีแนวโน้มที่จะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯมากกว่าการการสร้างความเสียหายให้กับจีน

เราถึงคำถามสำคัญที่ว่าราคา Gold Spot จะเป็นอย่างไรในสงครามการค้าที่เกิดขึ้นไปแล้ว ซึ่งการตอบของเรามี 3 กรณี

 

1.สงครามการค้าทำให้สหรัฐฯได้เปรียบแน่นอนว่า สหรัฐฯจะได้รับประโยชน์ที่มากกว่าและจะสะท้านผ่านค่าเงิน US Dollar Index ที่จะแข็งค่าขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ราคา Gold Spot ถูกกดดัน

2.หากสงครามการค้าจีนได้เปรียบ ค่าเงิน US Dollar Index มีแนวโน้มอ่อนค่า เรากำลังหมายความว่าราคา Gold Spot มีโอกาสปรับขึ้น

3.หากสงครามการค้าจบไวกว่าที่คาดราคาทองคำมีโอกาสปรับลงแรงมาก ๆ

 

 

แหล่งข้อมูล : Aspen , Bloomberg, reuters

จัดทำโดย

นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์
นักวิเคราะห์ด้านการลงทุนปัจจัยพื้นฐานสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ตำแหน่งนักวิเคราะห์อาวุโส
บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด