อีกหนึ่งผลกระทบจากสงครามการค้า

จากประเด็นสงครามการค้าที่เปิดขึ้นมาจากทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 มีการตั้งกำแพงภาษีสินค้ากว่า 1,300 รายการ กับประเทศคู่ค้าและทำให้จีนออกมาตั้งกำแพงภาษีสินค้าที่มาจากสหรัฐฯ 128 รายการเช่นกัน ถือเป็นมาตรการตาต่อตาฟันต่อฟันกันเลยทีเดียว ทำให้ตลาดต่างเป็นกังวล

ทั้งนี้สงครามการค้าที่เริ่มขึ้นแล้วยังมีผลกระทบถึงจีนอีกทางหนึ่ง โดยผลกระทบดังกล่าวทำให้จีนมีแนวโน้มที่จะชะลอแผนลดหนี้ในประเทศที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ถึงตอนนี้ผู้อ่านคงงงว่าทำไมการเกิดสงครามการค้าถึงทำให้จีนชะลอแผนลดหนี้ในประเทศ ต้องตอบก่อนว่าเศรษฐกิจจีนมีฐานจากการลงทุนจากภาคธุรกิจในประเทศที่ผลิตเพื่อตอบสนองการบริโภคในประเทศเป็นหลัก  และเม็ดเงินที่นำมาลงทุนภาคธุรกิจได้มาจากการปล่อยกู้ของธนาคารหรือสถาบันการเงินจากจีน นั่นหมายความว่าจีนมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับหนี้ในประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว และหนี้ที่ภาคธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลกอย่าง S&P ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของตราสารหนี้ภาครัฐของจีน 1 ขั้นเป็น A+ จากเดิมที่ AA- ด้วยเหตุผลจากความเสี่ยงภาระหนี้ในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้จีนเริ่มแผนลดหนี้ในประเทศ และหากสหรัฐฯทำสงครามการค้าจะมีผลลบต่อมูลค่าการส่งออกมาของจีนอย่างมาก กระทบถึง GDP ของจีนจะไม่มีถึง 6% ซึ่งจีนจะไม่ยอม เพราะการที่ GDP ลดลง จะทำให้นักลงทุนต่างชาติเสียความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจจีน ดังนั้นไม่เพียงจีนชะลอแผนลดหนี้ในประเทศ แต่ยังมีเพิ่มมาตรการอื่นเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ GDP ยังอยู่เหนือ 6%

สรุปหากมีการทำสงครามการค้าที่ยาวเกินกว่า 1 ปี สหรัฐฯและจีนจะมีหนี้ท่วม ซึ่งทั้งสองประเทศจะพากันยกเลิกสงครามการค้าไปในที่สุด เพราะสงครามเจ็บ 2 ฝ่าย

จัดทำโดย
นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์
นักวิเคราะห์ด้านการลงทุนปัจจัยพื้นฐานสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ตำแหน่งนักวิเคราะห์อาวุโส
บริษัท คลาสสิก ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด