สวัสดีครับท่านนักลงทุน ช่วงนี้ก็เดินทางกันมาถึงกลางเดือนพฤษภาคมแล้วนะครับ ซึ่งในเดือนนี้เราจะไม่พูดถึงปรากฏการณ์ “Sell In May And Go Away” ก็คงไม่ได้จริงไหมครับ แต่ที่เรารอให้ถึงกลางเดือนก็เพราะอยากจะดูให้แน่ชัดเสียก่อนว่า  “Sell In May And Go Away” มันจะมาจริงไหม…คำตอบก็คือ “มา” แต่ก็มาแบบครึ่งๆ กลางๆ นะครับเพราะเอาเข้าจริงๆ ปัจจัยลบเฉพาะตัวในช่วงเวลานี้ก็ถือว่ามีอยู่มากโขเพราะฉะนั้นจะกล่าวอ้างว่ามาจากปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างเดียวก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปาก

          “Sell In May And Go Away” เป็นคำพูดของนักลงทุนต่างชาติที่พูดกันจนติดปากโดยความหมายก็คือ “ขายในเดือนพฤษภาคมและก็ถือเงินสดรอไว้ก่อน” ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ส่วนหนึ่งก็เพราะในช่วงเดือนพฤษภาคมนั้นเป็นช่วงประกาศผลประกอบการของไตรมาสหนึ่งของทุกปีและเป็นการการเข้าสู่ไตรมาสสองอย่างเป็นทางการ(ครึ่งทาง)โดยที่หลายบริษัทได้มีการรายงานผลประกอบการออกมาทำให้นักลงทุนเลือกที่จะขายทำกำไรเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามแล้วตามสถิติย้อนหลัง 10-15 ปีพบว่าในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีดัชนีตลาดหุ้นของโลกส่วนใหญ่มีการปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับราคาเปิดในช่วงต้นเดือน(Open-Close) ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจกว่าการคาดการณ์ว่าตลอดเดือนพฤษภาคมนี้หุ้นจะปิดบวกหรือปิดลบก็คือ “เรามีกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร” ในการตอบสนองสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งผมเองก็คัดสรรมีให้ท่านนักลงทุนลองเลือกใช้ดูตามความเหมาะสมครับ…

1.มีแผนการลงทุน(Plan Your Trade and Trade Your Plan): ท่านนักลงทุนควรลงทุนอย่างมีหลักการเพื่อลดการตัดสินใจโดยใช้อคติทั้งในด้านดีและเสีย นั้นหมายความว่าท่านควรมีแผนการในการลงทุนตั้งแต่จุดเข้าจุดออก(Entry/Exit), ปริมาณการลงทุนในแต่ละครั้ง(Lot/Size), เป้าหมายในการทำกำไรและตัดขาดทุนฯ ซึ่งที่จริงแผนการหรือกลยุทธ์การลงทุนนั้น (Trading Plan) สามารถนำมาเขียนเป็นตำราได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ่งแต่ขออธิบายแค่พอเห็นภาพนะครับ

2.ป้องกันความเสี่ยงด้วยตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน: โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ตราสารอนุพันธ์ประเภทฟิวเจอร์ซึ่งเข้าใจได้ไม่ยากและมีสินทรัพย์อ้างอิงทั้งในทองคำและ SET50 ทำให้ท่านสามารถป้องกันความเสี่ยงจากการปรับตัวลดลงของราคาตลาดได้อย่างไม่ยากเย็นและนอกจากนั้นยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรขาขึ้น/ขาลงได้อีกด้วย แต่ต้องไม่ลืมว่าการมีอัตราถดหรือ Leverage ก็เป็นดาบสองคมเช่นกันดังนั้นท่านนักลงทุนต้องมีวินัยและศึกษารูปแบบพื้นฐานของตราสารอนุพันธ์มาเป็นอย่างดีเพื่อความปลอดภัยของท่านเอง

3.ลดพอร์ตการลงทุน: ประเด็นนี้น่าสนใจครับเพราะการลดพอร์ตการลงทุนอาจทำให้นักลงทุนหลายท่านแย้งว่า “กำไร” ก็อาจลดลงจริงไหม? … แน่นอนครับหากท่านไปถูกทางกำไรของท่านจะลดลงตามสัดส่วนของสถานะการลงทุนแต่ในทางกลับกันท่านต้องไม่ลืมว่าโอกาสขาดทุนก็มีโดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนรุนแรง เราไม่มีความจำเป็นต้องไปเสี่ยงเก็บเหรียญสิบหน้ารถบัสจริงไหมครับ ต้องไม่ลืมนะครับว่าตลาดจะอยู่กับเราไปอีกนานรอจังหวะดีๆ สวยๆ ค่อยเข้ามาทำกำไรก็ไม่เสียหาย

4.จำกัดขาดทุนและมีวินัยในการลงทุน: การจำกัดขาดทุนและการมีวินัยในการลงทุนนั้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดแต่กลับปฏิบัติได้ยากที่ที่สุด อย่างไรก็ตามเราก็ยังแนะนำท่านนักลงทุนเสมอในประเด็นนี้โดยท่านอาจจำกัดขาดทุนด้วยปริมาณเงินที่ท่านยอมจะเสียหรือจำกัดขาดทุนด้วยปัจจัยทางเทคนิคก็ได้แต่ประเด็นก็คือท่านต้องมีวินัยในการปฏิบัติตามรวมทั้งการตั้งจุดตัดขาดทุนไม่ควรเกิน 5-7% และที่สำคัญต้องไม่เกิน 10% เด็ดขาด ซึ่งในกรณีของตราสารอนุพันธ์ท่านนักลงทุนต้องพิจารณาจากเงินวางหลักประกันไม่ใช้เปอร์เซ็นต์จากสินทรัพย์อ้างอิงนะครับมิฉะนั้นหมดตัวแน่นอนครับ

          โดยสรุปนะครับผมไม่อยากให้ท่านนักลงทุนตื่นเต้นกับประเด็นปรากฏการณ์ Sell In May And Go Away มากเกินไปเพราะอันที่จริงไม่ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นหรือไม่ท่านก็ควรจะมีสิ่งที่เราแนะนำไปอยู่แล้วเป็นอย่างต่ำนะครับเพื่อความปลอดภัยและผลกำไรที่สม่ำเสมอในระยะยาวนอกจากนั้นปัจจัยเฉพาะตัวในตลาดก็ยังมีอีกมากในช่วงนี้ทั้งประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ ประเด็นอัตราดอกเบี้ยและรวมไปถึงปัจจัยเฉพาะตัวภายในประเทศเช่นการเลือกตั้งหรือการเมืองทำให้เราไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าปรากฏการณ์ “Sell In May And Go Away” นั้นเกิดขึ้นอีกครั้ง(เพราะอาจเป็นช่วงเวลาที่สอดรับกันก็เป็นได้) ดังนั้นการคาดการณ์อนาคตจึงอาจไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจเพราะน้อยคนนักที่ทราบอนาคตได้แม่นยำ(เเต่ก็ต้องมีการคาดการณ์แนวโน้มคราวๆ เป็นทิศทางนะครับ)แต่สิ่งที่เราปฏิบัติได้คือการตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะหน้ามากกว่าครับผม