เจาะกลุ่มอุตสาหกรรมเด่นในปี 2018

1.ทรัพยากร: กลุ่มทรัพยากรโดยเฉพาะหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคมีโอกาสได้รับผลกระทบทั้งเชิงบวกเเละเชิงลบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกโดยเฉพาะประเด็นการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกที่มีเเนวโน้มจะประสบความสำเร็จเเต่ปัจจัยเเทรกซ้อนที่เข้ามาจากการเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐฯ มีเเนวโน้มกดดันความคาดหวังดังกล่าวหลัง IEA ส่งสัญญาณว่าตลอดปี 2018 นี้ สหรัฐฯ มีเเนวโน้มเพิ่มกำลังการผลิตสวนทางในขณะที่กลุ่มโอเปกกำลังมีความพยายามปรับลดอุปทานน้ำมันดิบ โดยที่หากมองภาพที่เล็กลงภายในประเทศเรามองว่ากลุ่มทรัพยากรภายในประเทศมีช่องว่างให้เล่นอีกพอสมควรอีกทั้งธุรกิจในกลุ่มเกือบทุกบริษัทมีความพยายามที่จะลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจน้ำมันเพียงอย่างเดียวโดยและหันไปเล่นในกลุ่มรายได้ที่เป็น Non-Oil มากขึ้นเพื่อลดสัดส่วนการพึ่งพารายได้จากธุรกิจน้ำมันซึ่งค่อนข้างได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่างน้อยที่สุดเเม้จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงเเต่ก็เป็นการประทบในเชิงบรรยากาสการลงทุนในระดับหนึ่งดังนั้นในปีนี้หากนักลงทุนชอบความผันผวนสวิงขึ้นสวิงลงกลุ่มนี้ก็น่าสนใจเพราะขาลงยังสามารถเปิดสถานะผ่านตราสารอนุพันธ์ในตลาด TFEX ได้แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่ากลุ่มนี้เป็น “ขาโหด” ที่ทั้งดึงทั้งฉุด SET Index นะครับผม

2.ธุรกิจการเงิน: ขอโฟกัสที่กลุ่มธนาคารนะครับหลังจากที่เดือนก่อนมี 3-4 สัปดาห์ก่อนดึงปู่ SET  เราลงไปลึกพอสมควรเเละในช่วงนี้ก็ยังมีความผันผวนสูงซึ่งต้องยอมรับว่าหากธนาคารไหนปรับตัวรับฟินเทคได้มีโอกาสเติบโตสูงเเละมี Upside ให้เล่นอีกมากเเต่หากพลาดพลั้งไปก็มีโอกาสราคารูดลงไปได้เหมือนกันโดยที่ล่าสุดเราจะเห็นธนาคารหลายเเห่ง(เกือบทุกเเห่ง)เริ่มมีการปรับลดสาขาเพื่อบริหารต้นทุนคงที่ให้ลดลงโดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนคงที่ส่วนนี้มากเพราะสมัยนี้การมีสาขาไม่ได้บ่งบอกถึงฐานะทางการเงินที่มั่นคงของสถาบันการเงินอีกต่อไปเเล้วในทางตรงกันข้ามกลับบ่งชี้ให้เห็นว่าสถาบันการเงินนั้นมีภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายคงที่ในระดับที่สูง รวมทั้งประเด็นสงครามค่า FEEs ที่คงจะหนีไม่พ้นที่จะกดดันกำไรสุทธิบรรทัดสุดท้าย…ไม่มากก็น้อยละครับ

3.เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร: กลุ่มนี้น่าสนใจไม่เเพ้กลุ่มอื่นเพราะยังไงเสียคนเราก็ต้องกินต้องใช้(แต่ก็ไม่เสมอไปจริงไหมครับถ้าบริหารไม่ดีผู้บริโภคก็อาจจะไม่กินไม่ใช้ก็ได้..) ดังนั้นเราจึงไม่เเปลกใจว่าการเเข่งขันในกลุ่มนี้จึงค่อนข้างสูงเรียกได้ว่าฟาดฟันกันเเบบเอาเป็นเอาตายหากบริษัทไม่ปรับตัวไม่ต้องห่วงเลยว่ากำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนจะลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในหมวดอาหารและเครื่องดื่มซึ่งมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ทั้งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดฯ เเละบริษัทนอกตลาดเพราะเป็นกลุ่มธุรกิจที่เข้าง่าย(ออกง่าย) ดังนั้นการสร้างความโดดเด่นเเละมูลค่าเพิ่มจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ (Must) ไม่ใช่เฉพาะสิ่งที่ควรทำพูดง่ายๆ คือถ้าไม่ทำธุรกิจไม่น่าจะไปรอดในระยะกลางหรือระยะยาว ฉะนั้นเเนะนำว่านักลงทุนควรเลือกบริษัทที่มีการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ มีการใช้นวัตกรรมในการลดต้นทุนรวมถึงมีความสามารถในการกำหนดราคาให้สอดรับกับมูลค่าเพิ่มด้วย สำหรับหมวดธุรกิจการเกษตรกลุ่มนี้ไม่ค่อยหวือหวาเท่าไหร่เพราะราคาสินค้าเกษตร(สินค้าโภคภัณฑ์) ถูกกำหนดจากหลายปัจจัยทั้งราคาในตลาดโลก นโยบายภาครัฐ ความต้องการของตลาดฯ ยากเกินจะคาดเดาดังนั้นการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรก็ยังจำเป็นเหมือนกับหมวดอาหารและเครื่องดื่มเช่นกันดังนั้นหากจะเลือกตัวไหนมาเล่นก็พิจารณาประเด็นการเเปรรูปเป็นสำคัญจะดีมากเพื่อให้ราคาไม่ถูกกำหนดโดยราคาขั้นต้ำหรือราคาขั้นสูงหรือเเม้กระทั่งการกักตุนสินค้าฯ

4.เทคโนโลยี: สำหรับในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีนี้หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารน่าสนใจพอๆกับหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพราะเรียกได้ว่าได้รับประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยลดต้นทุนในภาคอุตสาหกรรมเเละยังอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคด้วยนอกจากนั้นทั้งสองกลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างเอื้อประโยชน์ซึ่งกันเเละกันกล่าวคือ Hardware ต้องสอดรับกับ Software เเละ Information ดังนั้นจึงเป็นกลุ่มธุรกิจที่ไปด้วยกัน ในภาพรวมระดับอุตสากรรมนี้จึงเป็นกลุ่มที่น่าจับตามองเเต่ปัจจัยที่ต้องพิจารณาสำหรับหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก็คือค่าเงินบาทที่ปรับตัวเเข็งค่าขึ้นกระทบกับรายได้ที่เป็น USD ดังนั้นเเม้จะเริ่มทรงตัวในภาวะเเข็งค่าเเละสามารถจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนได้เเต่รายได้ที่ลดลงจากค่าเงินบาทที่เเข็งค่าย่อมส่งผลให้กำไรสุทธิในบรรทัดสุดท้ายลดลงเช่นกันก็พิจารณากกันดูครับ ส่วนกลุ่มที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆหรือองค์ความรู้อะไรทีเป็นกระเเสก็ต้องระวังนิดนึงเนื่องจากก็ต้องยอมรับว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีความผันผวนค่อนข้างเเรง ขึ้นเเรงลงเเรงเเละขึ้นเร็วลงเร็วล่าสุด Bitcoin ก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าจะขึ้นจะลงไม่บอกไม่กล่าวจริงๆ  

5.สินค้าอุปโภคบริโภค: สำหรับกลุ่มนี้ได้ประโยชน์เเน่นอนจากการใช้จ่ายภาคประชาชนโดยเฉพาะการใช้จ่ายผ่านเเนวนโยบายภาครัฐเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่น โครงการธงฟ้าราคาประหยัดหรือการลดภาษีในรูปเเบบต่างๆฯ โดยในปีนี้สิ่งที่หนุนเเน่ๆ คงหนีไม่พ้นภาคเศรษฐกิจจริงที่ค่อนข้างเติบโตซึ่งจะส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอบการบริโภคภาคในประเทศเเต่ก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มนี้ค่อนข้างเป็นหุ้นให็การปรับขึ้นอาจจะอุ้ยอ้ายพอตัวเเต่ข้อดีก็คือเป็นกลุ่มที่นักลงทุนต่างประเทศนิยมเนื่องจากเข้าหลักเกณฑ์การลงทุนของกองทุนเเละนักลงทุนสถาบันเข้าหลักขึ้นไม่แรงแต่ขึ้นเรื่อยๆ แบบคนเจ้าเนื้อ

ก็คงจะพอเห็นภาพรวมกันไปนะครับว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ดูจะรุ่งในปี 2018 ในช่วง 8 เดือนหลังของปีนี้ อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ได้เชียร์อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเป็นการเฉพาะเเนะนำว่าการกระจายการลงทุนในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมก็ถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงผ่านการกระจายการลงทุนได้รูปแบบหนึ่ง…ขอให้โชคดีเเละมีความสุขกับการลงทุนครับ