สวัสดีครับท่านนักลงทุนเชื่อว่าในช่วงต้นสัปดาห์นี้(และปลายสัปดาห์ที่แล้ว) ท่านนักลงทุนคงจะพอเห็นภาพการปรับตัวขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นบ้านเราที่แรลลี่ตัวได้ค่อนข้างต่อเนื่องจากปัจจัยบวกเฉพาะตัวภายในประเทศซึ่งผมเองก็เฝ้ารอมานานแสนนานเพราะในช่วงที่ผ่านมาคงพอทราบดีว่าตลาดค่อนข้างตอบรับกับปัจจัยลบภายนอกประเทศมากกว่าที่จะเลือกตอบรับปัจจัยบวกภายในประเทศ แต่ก็ไม่เป็นอะไรเพราะถือว่าเรื่องมันผ่านไปแล้วไม่ต้องโกรธกันจริงไหมครับ

ส่วนปัจจัยบวกภายในประเทศบ้านเราที่เข้ามาหนุนการปรับขึ้นต่อของ SET Index ก็คงจะหนีไม่ผลการรายงานผลประกอบการของกลุ่มธนาคารที่ดึงกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน(Financials) ขึ้นยกแผงเพราะฉะนั้นในโอกาสนี้เรามาดูกันว่าทำไมแค่กลุ่มอุตสาหกรรมเดียวถึงหนุนดัชนีตลาดหุ้นได้ขนาดนี้

กลุ่มอตุสาหกรรม”ธุรกิจการเงิน(Financials) เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถือว่ามีมูลค่าตลาด(Market Capitalization) ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากกลุ่มพลังงานซึ่งถ้าพูกกันโดยเปรียบเทียบก็ต้องบอกว่ากลุ่มธุรกิจการเงินเป็นพี่รองเบอร์สองที่ไม่ได้ถึงห่างจากพี่ใหญ่กลุ่มพลังงานมากนัก ส่วนองค์ประกอบของกลุ่มอตุสาหกรรมธุรกิจการเงินนั้นจะประกอบไปด้วยสามหมวดหลักได้แก่ 1.ธนาคาร(Banking) 2.เงินทุนและหลักทรัพย์(Finance & Securities) 3.ประกันภัยและประกันชีวิต(Insurance) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกันโดยตรงโดยเฉพาะสองหมวดแรก(ธนาคาร/เงินทุนและหลักทรัพย์) สำหรับความหมายโดยละเอียดของหมวดธนาคารพาณิชย์หมายถึงผู้ที่ประกอบธุรกิจธนาคารตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกิจการในลักษณะเดียวกันที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายพิเศษ ในขณะที่หมวดเงินทุนและหลกัทรัพย์ จะหมายถึงผู้ประกอบธุรกิจบริษัทเงินทุน ลิสซิ่ง เช่าซื้อ แฟกเตอริ่ง บัตรเครดิต สินเชื่อเพื่อการบริโภค บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บรรษัทบริหารสินทรัพย์ และผู้ให้บริการด้านธุรกิจหลักทรัพย์อื่น ๆ และสุดท้ายหมวดประกันภัยและประกันชีวิตซึ่งก็หมายถึงผู้ประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ. ประกันภัย พ.ร.บ. ประกันชีวิต รวมทั้งกิจการในลักษณะเดียวกันที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายพิเศษฯ เมื่อพอจะเห็นภาพรวมแล้วคราวนี้เราไปดูกันว่าแล้วทำไมกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงินนี้จึงได้มีบทบาทต่อตลาดหุ้นถึงเพียงนี้

1.ขนาดหรือมูลค่าตลาด(Market Capitalization)ซึ่งส่งผลให้การเคลื่อนไหวขึ้นลงมีผลกระทบทั้งในเชิงบวก/ลบต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นใครจะบอกว่าขนาดไม่สำคัญนั้นไม่จริงนะครับเพราะ Size Really Matter! ท่านนักลงทุนลองนักภาพนะครับว่านี้แค่พี่รองยังมีผลกระทบต่อตลาดได้เพียงนี้แล้วถ้าพี่ใหญ่อย่างกลุ่มพลังงานจะมีผลขนาดไหนจริงไหมครับจึงไม่แปลกที่นักลงทุนบ้านเราติดตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

2.บ่งชี้ภาพรวมเศรษฐกิจเป็นดัชนีที่สะท้อนการเติบโตของภาคเศรษฐกิจจริง(Real Sectors) / ภาคการลงทุน(Investment Sectors) เรียกว่าทั้งทางตรงและทางอ้อมเลยก็ว่าได้เพราะทางตรงเราสามารถพิจารณาสภาพเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่งจากการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อและการตั้งสำรองหนี้รวมถึงหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ในขณะที่ภาคการลงทุนก็สามารถพิจารณาได้จากกลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนภาคการลงทุนนั้นเอง

3.มีความเกี่ยวของกับนโยบายการเงินโดยตรงเพราะต้องไม่ลืมว่าธนาคารพาณิชย์และหมวดอื่นๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงินอยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลและวางแนวนโยบายทางการเงินทั้งในมิติของปริมาณเงิน(Money Supply) และระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย(Policy Rate) ที่มีคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เป็นผู้ตัดสินใจที่จะปรับขึ้น/ปรับลง/หรือคงที่(ในรูปแบบของคณะกรรมการ)

4.ความสำคัญในฐานะการเงินและการคลังภาคเอกชน ประเด็นนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะกลุ่มอุตสาหรกรรมการเงินโดยเฉพาะหมวดธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่โดยตรงในการบริหารเงินกล่าวคือทั้งในมิติของการฝากและการปล่อยกู้ซึ่งมีผลโดยตรงต่ออุปทานของเงิน(Money Supply)

5.เป็นเส้นเลือดของประเทศที่ไม่อาจจะตัดขาดได้เป็นทั้งกระแสการไหลของเงินและเป็นต้นกำเนิดของ Circular Flow ที่เก็บรักษาความมั่งคั่งของชาติซึ่งในสมัยนี้อาจกล่าวได้ว่าสำคัญเป็นลำดับแรกๆ ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่ความมั่นคงของชาติถูกผูกติดไว้กับการรบพุ่งแต่สมัยนี้โลกมีสันติภาพมากขึ้นและความมั่งคั่งจึงเริ่มทับซ้อนกับความมั่นคงแห่งรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้