ว่าด้วยเรื่องของน้ำมัน

หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบ WTI แตะ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำสถิติสูงที่สุดในรอบ 4 ปี และการปรับขึ้นครั้งนี้ได้รับปัจจัยบวกจากทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 ตัดสินใจให้สหรัฐฯออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน และบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในระดับสูงสุดต่ออิหร่านอีกครั้ง โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วันข้างหน้า รวมถึงคาดการณ์ว่าปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านจะปรับลดลงราว 300,000 – 1,000,000 บาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้มีแนวโน้มที่อุปทานน้ำมันลดลง ประกอบกับของเดิมที่ผู้ผลิตน้ำมันในกลุ่มโอเปกได้ปรับลดกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำมันดิบคงคลังของโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตามดูถ้าว่าราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มขึ้นไปแตะ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจจะไม่ได้ถึงฝั่งฝัน เพราะโอเปกออกมากล่าวว่าการผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศนอกโอเปกมีระดับที่เพิ่มขึ้นอีก 1.72 ล้านบาร์เรล/วัน สู่ระดับ 59.62 ล้านบาร์เรล/วัน ทั้งนี้ผู้การผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศนอกโอเปกที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดยังคงเป็นรัสเซียผลิตน้ำมัน 11 ล้านบาร์เรล/วัน ตามมาด้วยสหรัฐฯผลิต 10.70  ล้านบาร์เรล/วัน  เป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากรัสเซีย

 

ซึ่งเหตุผลในการผลิตน้ำมันที่เพิ่มของกลุ่มประเทศนอกโอเปก คือ ราคาน้ำมันที่สูงสุดในรอบ 4 ปี แตะ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เรากำลังหมายถึงกำไรต่อหน่วยที่ผู้ผลิตจะได้มากขึ้น การการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงสู่ระดับดุลยภาพ

 

ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่กำลังจะลดลง ได้แก่กลุ่มพลังงานต่างๆ เพราะคาดการณ์ว่าจะมีกำไรต่อหน่วยที่กำลังลดลงนั้นเอง

จัดทำโดย
นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์
นักวิเคราะห์ด้านการลงทุนปัจจัยพื้นฐานสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ตำแหน่งนักวิเคราะห์อาวุโส
บริษัท คลาสสิก ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด