สวัสดีครับท่านนักลงทุนเชื่อว่าตลอดช่วงเวลาครึ่งปีที่ผ่านมาท่านคงจะได้รับข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยไปบ้างพอสมควรแล้วแต่เคยสงสัยหรือไม่ว่าที่สำนักข่าวต่างๆ ได้รายงานการปรับขึ้นปรับปรับลงหรือคงที่แบบนี้มันคือการดำเนินนโยบายอะไรและทำไปเพื่อประโยชน์อะไร คำตอบก็คือการดำเนินนโยบายการเงินนั้นเองขออธิบายสั้นๆ นะครับ… นโยบายการเงินหรือ Monetary Policy เป็นนโยบายที่ดำเนินการโดยธนาคารกลางของประเทศ(สำหรับประเทศไทยก็คือธนาคารแห่งประเทศไทย/สำหรับสหรัฐฯ ก็คือเฟดที่คุ้นเคย) ซึ่งดำเนินการกับ “อัตราดอกเบี้ย(I)เเละปริมาณเงินในระบบ(M)” ในขณะที่นโยบายการคลังจะดำเนินการผ่าน “ระดับภาษี(T)และการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ(G)” ทีนี้นโยบายการเงินมีกี่รูปแบบกันแน่?…คำตอบก็คือสองรูปแบบหลักๆ คือ นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มอุปสงค์มวลรวมผ่านการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ ในขณะที่นโยบายการเงินแบบเข้มงวดดำเนินการผ่านการลดปริมาณเงินในระบบเพื่อลดความร้อนแรงและเงินเฟ้อนั้นเอง…คราวนี้มาดูกันว่าแล้วนโยบายการเงินในทางปฏิบัตินั้นสามารถทำผ่านช่องทางใดได้บ้างพูดง่ายๆ ก็คือเมื่อรู้แล้วว่าต้องการจะเพิ่มปริมาณเงินหรือลดปริมาณเงินในระบบเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็สามารถทำผ่านช่องทางหลักดังนี้

-ช่องทางอัตราดอกเบี้ย…ช่องทางนี้เราคงจะคุ้นเคยกันดีเนื่องจากได้ยินข่าวการปรับขึ้นปรับลงหรือคงที่ของธนาคารกลางประเทศต่างๆ ซึ่งผู้ที่มีหน้าที่ก็จะอยู่ในรูปคณะกรรมการนโยบายการเงินนั้นเอง ดังนั้นถ้าต้องการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายคณะกรรมการนโยบายการเงินก็จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแบบที่สหรัฐฯ ดำเนินการผ่านมาในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามช่องทางนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่องทางหลักและมีผลกระทบสูงที่สุดในการดำเนินนโยบายการเงินเลยก็ว่าได้

-ช่องทางอัตราแลกเปลี่ยน…เป็นช่องทางที่เกี่ยวข้องกับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าออกซึ่งจะเป็นตัวกำหนดระดับอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศนั้นๆ ดังนั้นหากธนาคารกลางดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายโดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินปรับลดลงเงินทุนจะไหลออกสู่ประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า(โดยเฉพาะเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น) เมื่อเงินทุนไหลออกอัตราแลกเปลี่ยนก็มีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามไปด้วยแต่ข้อดีก็คือการส่งออกจะเพิ่มขึ้นเพราะได้รับเงินสดสุทธิเมื่อแลกคืนกลับมามากขึ้นเป็นการชักจูงให้ผู้ประกอบการส่งออกมากขึ้นในทางตรงข้ามหากบริษัทไหนมีต้นทุนเป็นเงินสกุลต่างประเทศโดยเฉพาะดอลลาร์ก็มีโอกาสที่จะเพิ่มต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

-ช่องทางราคาสินทรัพย์…ช่องทางนี้เป็นช่องทางที่มีความเกี่ยวข้องกับการลงทุนและความมั่งคั่งของทุกๆ คนเพราะนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายโดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทำให้ประชาชนเลือกที่จะออมเงินในรูปแบบอื่นแทนการออมในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยมากขึ้น เช่น ซื้อที่อยู่อาศัย หรือ ทรัพย์สินที่จับต้องได้ต่างๆ

-ช่องทางสินเชื่อ…ในกรณีจะเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจและภาคเศรษฐกิจจริงมากที่สุดเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเป็นต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจดังนั้นหากต้องการจะกระตุ้นเศรษฐกิจหรือกระตุ้นการลงทุนการลดลงของอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับตัวลดลงตามไปด้วยธนาคารซึ่งเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อก็มีแนวโน้มปล่อยสินเชื่อมากขึ้นเศรษฐกิจก็ขยายตัวตามไปด้วยแต่เมื่อถึงจุดหนึ่งรัฐบาลก็ต้องกลับเข้ามาควบคุมแนวนโยบายการปล่อยสินเชื่อด้วยเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการปล่อยสินเชื่อโดยหละหลวมหรือไร้หลักประกันซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

-ช่องทางการคาดการณ์…ช่องทางการคาดการณ์นี้หมายคือความคาดหวังและการคาดการณ์ของภาคเอกชนเเละภาครัฐฯ ที่มีผลต่อการ ซื้อ-ขาย-ถือ หรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์เเละการเลือกลงทุนต่างๆ เช่นถ้ามองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยถือเป็นการส่งสัญญานว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวในอนาคตภาคเอกชนก็มีความมั่นใจที่จะลงทุนมากขึ้น ประเด็นนี้ส่งผลได้ชัดเจนในอีกช่องทางหนึ่งก็คือตลาดหุ้นนั้นเองเนื่องจากต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นหรือตลาดหลักทรัพย์เป็นสถานที่หนึ่งที่นักลงทุนไม่ว่าฝ่ายใดย่อมลงทุนไปโดยการคาดการณ์อนาคตทั้งสิ้นดังนั้นการ ซื้อ-ขาย-ถือ หลักทรัพย์ย่อมมีผลมาจากการคาดการณ์และมีผลต่อระดับราคาตลาดหรือราคาดุลยภาพโดยตรง

                    ก็หวังว่าบทความสั้นๆ นี้จะพอเป็นแนวทางให้ท่านักลงทุนได้เห็นกรอบกว้างๆ ของนโยบายการเงินและกลไกการส่งผ่านของนโยบายการเงินนะครับ ในโอกาสหน้าหากจังหวะเวลาเหมาะสมเราจะขอนำเสนอภาพรวมของนโยบายการคลังกันบ้างนะครับและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นตัวช่วยให้ท่านนักลงทุนสามารถลงทุนได้ปลอดภัยมากขึ้นครับ