การกระจายความเสี่ยงนั้นเป็นหลักคิดในยุคหลังที่นักลงทุนและนักวิชาการเริ่มให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเท่าๆ กับอัตราผลตอบแทนและเริ่มมีแนวคิดในเรื่อง Risk Adjusted Return ขึ้นโดยที่สำหรับการกระจายความเสี่ยงในรูปแบบดั่งเดิม(Traditional Diversification Theory) ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า…การกระจายความเสี่ยงเป็นการสุ่มลงทุนในหลักทรัพย์ในจํานวนมากที่สุดเท่าที่นักลงทุนจะทําได้ เพื่อที่จะลดความเสี่ยงของกลุ่มหลักทรัพย์ลงจากเดิมที่ขึ้นกับสินทรัพย์ลงทุนเพียงตัวเดียว โดยแม้จะยังไม่เป็นทีชัดเจนว่าความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องการจะลดนั้นเป็นความเสี่ยงลักษณะใดพูดง่ายๆ คือขอให้ลงมากตัวไว้ก่อน

โดยเชื่อว่ายิ่งมีการเพิ่มจํานวนของหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ลงทุนเข้าไปในกลุ่มหลักทรัพย์มากเท่าใด ความเสี่ยงจากการลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์ซึ่งนักลงทุนสามารถวัดได้ด้วยเบี่ยงเบนมาตรฐานก็จะยิ่งลดลงตามไปด้วยมากเท่านั้น

ดังนั้นข้อสำคัญของหลักการนี้ก็คือ “ปริมาณ” ยิ่งเยอะยิ่งดีซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ ต่อมานักเศรษฐศาสตร์การเงินผู้มีนามว่า Harry Markowitz ได้ใช้เวลาทุ่มเทวิจัยจนได้ข้อสรุปที่ว่าข้อสำคัญของการกระจายความเสี่ยงสามารถทำได้โดยเลือกกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์ของอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังในทิศทางตรงกันข้ามหรือไม่มีความสัมพันธ์กันเลยจะสามารถลดความเสี่ยงทีเกิดขึนจากการลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์นั้นลงโดยนักลงทุนจะพิจารณาลงทุนจากสองปัจจัยเท่านั้นได้แก่ความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนโดยที่หากอัตราผลตอบแทนเท่ากันจะเลือกหลักทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำกว่า ในทางตรงกันข้ามหากมีความเสี่ยงเท่ากันจะเลือกหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าโดยสรุปก็คือเลือกลงทุนแบบสมเหตุสมผล(ซึ่งก็ตรงกับสมมติฐานของทฤษฎีีที่ว่า “นักลงทุนเป็นผู้มีเหตุผล”) กล่าวโดยสรุปคือ “ยิ่งค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์มีค่าลดต่ำลงเรื่อยๆ ความเสี่ยงจากการลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์ก็จะลดลงตามไปด้วย”…