บางครั้งการมีปริมาณเงินเยอะๆ ในระบบก็ไม่ได้รับประกันการเติบโตของเศรษฐกิจเสมอไปจริงไหมครับ…ฟังแล้วดูขัดแย้งกันแต่เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติซึ่งเราเรียกเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายๆ ว่ากับดักสภาพคล่องหรือ Liquidity Trap ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึงการที่มีเงินหมุนในระบบมาก [Quantity Money Theory MV=PY(T)] แต่เงินนั้นไม่ถูกจับจ่ายใช้สอยโดยเรื่องของเรื่องมาจากการใช้นโยบายการเงินเพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบและปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำโดยหวังว่าจะเพิ่มการจับจ่ายของภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการลงทุนการจ้างงานและรายได้ของประชาชนที่เพิ่มขึ้นตามมา…

…แต่กาลกลับหาเป็นเช่นนั้นเพราะภาคครัวเรือนและภาคเอกชนต่างรู้ดีว่าเศรษฐกิจอาจไม่ได้ดีอย่างที่คิดจึงเลือกออมเงินไว้หรือชะลอการลงทุนไว้ในอนาคต ส่งผลให้การจ้างงานและรายได้ของประเทศไม่เติบโตตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้ ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจก็เลยไม่เติบโตตามที่คิดจริงๆ สมดังคำที่นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมบางท่านเรียกว่า You are what you think หรือเทียบเคียงกับ Self-fulfilling prophecy นั้นเอง

…ผลกระทบต่อมาก็คืออุปสงค์ในสินค้าลดลงซึ่งตามปกติการที่อุปสงค์ลดลงน่าจะดึงระดับราคาให้ลดลงด้วยนั้นหมายถึงซื้อของได้ถูกลง แต่ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไปเพราะสินค้าบางชนิดโดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์กลับมีโอกาสปลับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยทางด้านอุปทานทำให้ต้นทุนการครองชีพเพิ่มขึ้นหรือเกิดเงินเฟ้อตามมาโดยอัตโนมัติและผลที่ตามมาก็คือ “Stagflation” เจ้าปีศาจร้ายที่เป็นการรวมร่างกันระหว่าง เงินเฟ้อ การว่างงานและเศรษฐกิจตกต่ำ…น่ากลัวจริงๆ เพราะฉะนั้นก็ระวังให้ดีนะครับ