คุณรู้รึยังว่า “ปัญหาของอิตาลี” คือ เรื่องอะไร เรามีคำตอบ

 

นักลงทุนหลายท่านคงได้ยินประเด็นของอิตาลีมีบ้างไม่มากก็น้อยไม่ว่าจะเป็น

 

ปี 2016 เกิดเรื่องหนี้เสียของภาคธนาคารหรือ NPL โดยภาคธนาคารอิตาลีมีหนี้เสียราว 3.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งคิดเป็นหนี้เสียถึงหนึ่งในสามของยูโรโซน ทั้งนี้หนี้เสียของอิตาลีบางส่วนก็มาจากสินเชื่อฝั่งผู้บริโภค ทำให้ตอนนั้น S&P จะปรับลดระดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีลงจากระดับ BBB- เลยทีเดียว

 

แล้วการเกิดปัญหาของอิตาลีในปี 2018 มีอะไรบ้าง เรามาดูกันเลย

ปัญหาการเมือง เพราะว่าในเดือน มี.ค. 2018 มีการเลือกตั้ง แต่ผลของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น คือ ไม่มีพรรคไหนได้ชัยชนะแบบเด็ดขาด ซึ่งเราไปดูกันว่ามีพรรคอะไรบ้าง และได้คะแนนเสียงกันเท่าไร

 

 

Party % of Vote
Five Star Movement 32.6
Democratic Party 22.8
Lega 17.69
Forza Italia 13.94
Fratelli d’Italia 4.35
Free and Equal 3.38

 

จากตารางที่เราแห็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงสูงๆไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมได้ จึงทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง  และสุดท้ายผลประโยชน์ก็ลงตัว โดยใช้เวลาเจรจาผลประโยชน์ถึง 3 เดือนกว่าจะลงตัว ทำให้ในวันที่ 1 มิ.ย. พรรคการเมืองใหญ่ของอิตาลีกำลังร่วมมือกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และเดินหน้าที่จะอยู่ในยูโรโซนต่อไป แต่การอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ดูเหมือนจะเป็นผลเสียต่ออิตาลีมากกว่า เพราะว่าการอยู่แบบนี้ไม่มีทำให้อิตาลีดีขึ้น ทำไมเรากล่าวแบบนี้ เนื่องจากในปี 2012 – 2018 หนี้สาธารณะของอิตาลีเพิ่มขึ้นมาถึง 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ในปี 2018 หนี้สาธารณะแตะที่ 2.77 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ คิดเป็นหนี้ต่อ GDP ถึง 138% นี่แสดงให้เห็นแล้วว่า นโยบายเดิมที่ทำมาไม่ได้สร้างประโยชน์ให้แต่กลับเพิ่มหนี้มากขึ้นด้วยซ้ำ ดังนั้นการใช้นโยบายเดิมถือเป็นการไม่ฉลาดเท่าไร และจะสร้างหนี้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงในอนาคตจะทำให้เพิ่มจำนวนประชากรที่มีความคิดจะออกมาจากยูโรโซนมากขึ้น

 

ทั้งนี้เรามาดูผลกระทบจากการเกิดสุญญากาศทางการเมือง  และการเดินมานโยบายเดิมกันเลยนะครับ

ตลาดหุ้น และ Bond ของอิตาลี

ทั้งนี้บทสรุปของารแก้ไขปัญหาของอิตาลีมี 2 ทางหลัก ๆ คือ เปลี่ยนนโยบายบริหารประเทศแต่ก็ทำยาก เพราะทุกอย่างต้องใช้เงิน ซึ่งตอนนี้มีหนี้ต่อ GDP พุ่งถึง 138% และการใช้นโยบายการเงินไม่ต้องคิดมาก เนื่องจากติดอยู่กับ ECB ต้องใช้นโยบายการคลังช่วยเท่านั้น ส่วนทางที่สอง เจ็บแต่จบ คือ การออกมาจากยูโรโซน เพื่อที่จะนับหนึ่งใหม่ ซึ่งจะสามารถใช้ทั้งนโยบายการคลังและการเงินเข้าช่วย โดยการทำให้ลักษณะของทั้ง 2 ทาง เป็นปัจจัยบวกต่อราคา Gold Spot และทางที่ 2 จะเป็นบวกต่อ Gold Spot มากกว่าทางที่ 1

 

และเราขอทิ้งท้ายด้วยประโยคเด็ดของ Audrey Hepburn ที่ว่า

Nothing is impossible, the word itself says ‘I’m possible’!”

 

แหล่งข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ :

 

จัดทำโดย
นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์
นักวิเคราะห์ด้านการลงทุนปัจจัยพื้นฐานสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ตำแหน่งนักวิเคราะห์อาวุโส
บริษัท คลาสสิก ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด