เชื่อว่าสัปดาห์ก่อนหลายท่านก็คงจะได้รับทราบประเด็นความร้อนแรงของ “IFRS 9” ที่มีต่อกลุ่มการเงินและบริษัทจดทะเบียน(และไม่จดทะเบียน)กันไปพอสมควรแล้วนะครับ แล้วมันคืออะไรตามมาดูกันเลย… “ IFRS 9 ” ก็คือมาตรฐานรายงานการเงินฉบับใหม่ที่ถือว่าเป็นเรื่องท้าทายต่อกิจการภาคเอกชนอย่างมาก โดยเฉพาะกิจการในอุตสาหกรรมการเงินและกิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องมีการรายงานผลประกอบการต่อสาธารณชนโดยจุดเริ่มต้นของ “IFRS 9” นี้ก็เกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุการ “Subprime Mortgage Crisis” ในปี ค.ศ. 2008 โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของการใช้ตราสารอนุพันธ์และการรายงานทางการเงินที่อาจไม่สามารถสะท้อนมูลค่ายุติธรรม(Fair Value) ได้จึงทำให้มีการประมวลมาตรฐานขึ้นมาใหม่เป็นเจ้า “IFRS 9” นี้เองซึ่งมีลักษณะการให้ความสำคัญกับความเสี่ยงและส่งเสริมหลักการคิดไปข้างหน้า(Looking Forward) ซึ่งอันที่จริงในต่างประเทศระดับสากลหรือประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีการบังคับใช้มาตั้งแต่  1 ม.ค.2018 ที่ผ่านมา แต่สำหรับประเทศไทยเองอาจต้องพิจารณาตามความเหมาะสมเนื่องจากผลกระทบจะเกิดขึ้นในวงกว้างทั้งหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ, อัตราดอกเบี้ย, กำไรสุทธิรวมทั้งที่สำคัญคือประเด็นการตั้งสำรองฯ คำถามก็คือ…แล้วกิจการใดที่ได้รับผลกระทบบ้าง?…อันที่จริงทุกกิจการถูกบังคับใช้ทั้งหมดแต่กิจการที่มีการใช้ตราสารทางการเงินมากกว่ากิจการประเภทอื่นก็จะได้รับผลกระทบมากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธนาคารพาณิชย์, บริษัทประกัน, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม รวมทั้งกลุ่มสินเชื่อทุกประเภท จึงไม่แปลกใจว่าทำไม่ในสัปดาห์ที่แล้วหุ้นในกลุ่มการเงินจึงมีความผันผวนพอสมควร

          แล้วผลกระทบต่อตลาดทุนไทยจะเป็นอย่างไรหากมีการบังคับใช้เกิดขึ้น นี้เป็นคำถามที่น่าสนใจเพราะต้องไม่ลืมว่ากลุ่มการเงินเป็นหมวดอุตสาหกรรมที่ ใหญ่เป็นหนึ่งในสามทหารเสือของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและถือว่าเป็นพระรองคู่กันมากับกลุ่มพลังงานที่เป็นพี่ใหญ่เสมอมา ผลกระทบข้อแรกก็คือ ธนาคารพาณิชน์จะต้องมีการตั้งสำรองมากขึ้นทำให้เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อยากขึ้นตามไปด้วยซึ่งบางกรณีอาจต้องตั้งสำรองฯ เต็มทั้งจำนวน (100%) เหมือนลูกหนี้เป็นลูกหนี้ NPL ซึ่งจากเดิมตามมาตรฐาน IAS39 ให้ตั้งสำรองฯ อยู่ที่ระดับ 2% เท่านั้น นอกจากนั้นยังทำให้กำไรสุทธิลดลงอีกด้วยจากการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น ประเด็นนี้ยังโยงไปถึงกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือที่เรียกว่า SME อย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะต้องการเงินทุนในการขยายกิจการ ส่วนกองทุนและบริษัทประกันเอง ก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กันจากประเด็นการรายงานทางการเงินและการคำนวณเงินของกองทุน, การรับรู้การด้อยค่าใหม่และการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเครื่องมือทางการเงินประเภทต่างๆ เรียกว่าก็ปวดหัวกันไปพอสมควรนะครับ

          อย่างไรก็ตามฟังดูก็เหมือนจะมีข้อเสียเยอะแต่ที่จริงแล้วหลักเกณฑ์หรือมาตรฐานดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากวัตถุประสงค์ในการสร้างเสถียรภาพของสถาบันการเงินและกิจการต่างๆ ให้อยู่ในกรอบการดำเนินกิจการและการวัดมูลค่าตามมูลค่ายุติธรรมโดยเฉพาะตราสารทางการเงินประเภทตราสารอนุพันธ์ที่มักจะมีประเด็นให้เราตื่นเต้นกันอยู่เสมออยู่เสมอๆ อย่างไรก็ตามโดยสรุปผมก็ยังเชียร์ “IFRS 9” แม้จะสร้างความปวดหัวให้กิจการแต่ข้อใหญ่ใจความผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็คงจะหนีไม่พ้นความปลอดภัยของนักลงทุน/ผู้ประกอบการและเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจครับผม แต่ขอฝากไว้นิดนึงก่อนจากกันว่า…หลังจาก “IFRS 9” ถูกบังคับใช้แล้ว “IFRS 17”  เรื่องสัญญาประกันภัยก็จะตามมาในปี ค.ศ. 2022 คราวนี้กลุ่มที่หนีไม่พ้นแน่นอนก็คือกลุ่มประกันภัยนะครับฝากติดตามกันอย่างรอบครอบนะครับผม