นักลงทุนเคยสงสัยกันไหมครับว่าประเทศมหาอำนาจต่างๆ เขาถือครองทองคำกันขนาดไหนวันเราตามไปดูกันครับ … เริ่มกันที่สหรัฐฯ ก่อนเลยนะครับเพราะถือครองมากถึงระดับ 8,133 ตัน ทิ้งห่างมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียไปพอสมควรโดยทั้งสองถือครองอยู่ในระดับที่ใกล้ๆ กันเพียงประมาณ 1,700-1,800 ตันโดยประมาณเท่านั้น(แต่จีนถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ไว้มากจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ ได้เลยทีเดียว) ส่วนประเทศไทยของเราอยู่ที่ระดับ 152 ตันถือว่าไม่มากไม่น้อยเมื่อเทียบกับ GDP และขนาดเศรษฐกิจของประเทศเรา แต่อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าหากนับย้อนไปตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 จะพบว่าปริมาณการถือครองทองคำของประเทศไทยเราเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ไม่มากเท่าที่ควรถ้าคิดเป็นเท่าตัวก็แค่ 2.03 เท่าตัวเท่านั้น (อาจเป็นเพราะเข้าถือครองสินทรัพย์ประเภทอื่นแทนเช่นค่าเงินสกุลหลัก)ในขณะที่จีนปรับเพิ่มสถานะการถือครองถึง 4.66 เท่าตัวเลยทีเดียว(ในกรณีนี้พูดกันเฉพาะทองคำนะครับสินทรัพย์ลงทุนประเภทอื่นที่ถือครองได้ก็ขอข้ามไปก่อนเพราะจะแตกประเด็นไปไกล) ประเด็นนี้สื่ออะไรกับเราได้บ้าง ต้องบอกเลยว่าการถือครองทองคำของประเทศสะท้อนความมั่งคั่งและการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นเองหากคำนวณแบบคราวๆ พูดง่ายๆ ก็คือจากปีฐานเราโตได้น้อยกว่าจีนถึงหนึ่งเท่าตัวเห็นๆ (เฉพาะในการแข่งกับตนเองและกำหนดให้ปัจจัยอื่นคงที่)ทั้งที่ประเทศจีนใหญ่กว่าเรามากหลายเท่าตัว แต่ข้อดีก็มีนะครับนั้นก็คือการเติบโตที่ยังไม่ก้าวกระโดดมากสามารถปลอบใจเราว่าในอนาคตอาจมีช่องว่าง(Gap)ให้เล่นอีกพอสมควรอย่างน้อยก็ 4.66 เท่าแบบจีนที่เราขอเอามาเป็น Benchmark Index สักหน่อย กระนั้นการที่การถือครองทองคำไม่ได้เติบโตมากขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากการเลือกถือครองในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ แทนทองคำซึ่งในกรณีนี้หมายถึงมุมมองและนโยบายของรัฐบาลในห้วงเวลานั้น อย่างไรก็ตามหากเราพิจารณาดูจริงๆ แล้วจะพบว่าความต้องการในตัวทองคำเองยังอยู่ในระดับที่สูงพอสมควรและดูเหมือนจะไม่ได้ลดลงไปเลยแม้ว่าปัจจุบันจะมีตราสารทางการเงินหรือนวัตกรรมทางการเงินออกมามากมายแต่ทองคำ(Physical Gold)ก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ลงทุนตัวเลือกต้นๆ ของนักลงทุนจากหลายสาเหตุ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันการคาดการณ์อนาคตไม่ควรจะเกิน 10 ปี หลังจากนั้นเราไม่ทราบจริงๆ ว่าความนิยมของทองคำจะเป็นอย่างไรหรือว่าจะยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอยู่หรือไม่และยังจะได้รับเกียรติเป็นสินทรัพย์หลักในฐานะทุนสำรองหรือไม่ เพราะในปัจจุบันนี้ก็พอจะเห็นได้ว่าเริ่มมีการใช้ Cryptocurrency มากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่น่ากังวล(คู่แข่งทองคำและ Physical Cash) ก็คือ CBDC หรือ Central Bank Digital Currencies เพราะธนาคารกลางเป็นผู้ออกเอง(ถ้าได้รับความนิยมในอนาคต Bitcoin ตกกระป๋องแน่นอนครับ)คำถามที่เกิดขึ้นคือแล้ว CBDC จะยังต้องใช้ทองคำหนุนหลังในการ Supply ออกมาใช้หรือไม่ถ้าไม่ต้องใช้แล้วละก็ต้องบอกว่าน่ากลัวสำหรับทองคำอยู่พอตัวแต่เราเชื่อว่าช่วงแรกๆ อาจจำเป็นต้องใช้ทองคำหนุนหลังไปก่อน เอาเป็นว่าขอให้ท่านนักลงทุนติดตามกระแสการ Disrupt ต่างๆ ให้ดีเพราะแน่นอนว่าจะมีผลต่อความนิยมของราคาทองคำในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะการถือครองคำในฐานะเงินทุนสำรองที่ต้องถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดอย่างหนึ่งที่น่าสนใจถ้าเมื่อใดที่ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกปรับลดลงอย่างมีนัยยะแล้วละก็คงต้องรีบบริหารความเสี่ยงกันนะครับผม