อะไรคือปัจจัยที่จะส่งผลต่อราคาทองคำในไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 ซึ่งตอนนี้มีหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็น ค่าเงินบาท , การเลือกตั้งสหรัฐฯ , ดอกเบี้ยสหรัฐฯ , วิกฤตหนี้อิตาลี , และสงครามการค้า ซึ่งปัจจัยที่เรากล่าวมาเป็นปัจจัยบวกหรือลบต่อราคาทองคำกันแน่

เริ่มด้วยค่าเงินบาทกันก่อน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด

ปัจจัยเฉพาะมีแต่เราที่เข้าใจ เนื่องจากการซื้อทองคำรูปแบบต่าง ๆ ในประเทศไทยล้วนแปลงเป็นบาททั้งหมด ทำให้การเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาททุก ๆ 10 สตางค์ ส่งผลต่อราคาทองคำในประเทศ 60 – 80 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ กล่าวได้ว่าหากค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ปรับลง(หรือที่เราเรียกว่า แข็งค่า) จะส่งผลต่อลบต่อราคาทองคำในประเทศราว 60 – 80 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ คงได้เห็นภาพแล้วนะครับว่าการอ่อนหรือแข็งค่าของเงินมีผลอย่างไรต่อราคาทองคำในบ้านเรา
กลับมาที่ปัจจัยซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินบาท
– ความแตกต่างระหว่างการใช้ดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯกับไทย
ธนาคารสหรัฐฯใช้ดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นที่ 2 – 2.25%  ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้ดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นที่ 1.5%  แสดงว่าสหรัฐฯและไทยมีความต่างของดอกเบี้ยที่ถึง 0.625% (2.125% – 1.5%) ทำให้มีเม็ดเงินไหลออกกลับสหรัฐฯ

-แนวโน้มเงินบาทไตรมาสสุดท้ายอ่อนค่า กรอบ 32.40 -34.25 บาท

 

ตามมาด้วยการเลือกตั้งสหรัฐฯ อาจสร้างจุดเปลี่ยนการเมืองสหรัฐฯ

ปัจจัยที่นักลงทุนหลายท่านอาจยังไม่ทราบว่าจะมี โดยการเลือกตั้งสหรัฐฯที่กล่าวถึงเป็นการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งการเมืองสหรัฐฯเป็นระบบการปกครองแบบสภาคู่ ประกอบด้วย วุฒิสภา (Senate) 100 คน และ สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) 435 คน

ตอนนี้วุฒิสภา พรรคเดโมแครตมี 46 ที่นั่งและพรรครีพับลิกันมี 51 ที่นั่ง
ทั้งนี้ที่สภาผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครตมี 193 ที่นั่งและพรรครีพับลิกันมี 240 ที่นั่งทำให้เห็นว่าก่อนการเลือกตั้งพรรครีพับลิกันที่ทรัมป์สังกัดมีเสียงข้างมากในการเมืองสหรัฐฯ
และการเลือกตั้งครั้งนี้มีแนวโน้มสูงที่พรรครีพับลิกัน ซี่งมีโอกาสที่ทรัมป์จะได้ถือเสียงข้างมาก

และต่อไปเราจะได้เห็นการออกนโยบายที่สุดขั้วอีกครั้ง หากนโยบายที่ออกมาทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯแข็งค่าจะเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ

ดอกเบี้ยสหรัฐฯ

มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ อาจได้เห็นดอกเบี้ยระยะสั้นสิ้นปี 2561 แตะ 2.25-2.5% โดยเป้าหมายที่ต้องขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจหรือที่เราเรียกว่าลดเงินเฟ้อนั่นเอง

แต่การขึ้นดอกเบี้ยก็มีผลกระทบต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์ เพราะทรัมป์พยายามลดภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุน แต่การขึ้นดอกเบี้ยทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการขัดกันระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง

สรุปการขึ้นดอกเบี้ยในระยะสั้นเป็นการดึงเงินกลับสู่ตลาดสหรัฐฯ(-ทองคำ) ระยะกลางและยาวเป็นปัจจัยที่ทำให้หนี้สหรัฐฯเพิ่มขึ้น(+ทองคำ)

วิกฤตหนี้อิตาลี

ในปัจจุบันอิตาลีมีหนี้แตะ 140% ของ GDP นับเป็นข้อมูลราว 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอิตาลีกำลังจะเพิ่มหนี้อีก โดยรัฐบาลอิตาลีมีแผนงบขาดดุล 3 ปีติด จะใช้งบขาดดุลปี 2562 ที่ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ปี 2563 ที่ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ และปี 2564 ที่ 4หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ EU เป็นอย่างมาก เพราะการใช้งบประมาณขาดดุลของอิตาลีทำให้หนี้สินเพิ่มมากขึ้น และอาจทำให้ 19 ประเทศใน EU เข้าสู่วิกฤติ ทั้งนี้วิกฤติที่กล่าวถึงคือ ค่าเงินยูโรที่อ่อนค่า มีแนวโน้มที่จะทำให้ EU แตก หากเกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของอิตาลีแบบว่า อิตาลีจะออกจาก EU จะมีผลกระทบทำให้ราคาทองคำเป็น Safe Haven

 

สงครามการค้า

จุดเริ่มต้นของสงครามการค้าครั้งนี้ คือ วิกฤตหนี้ของทางสหรัฐฯที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกแตะระดับ 21.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือคิดเป็นหนี้ต่อ GDP = 107%) ซึ่งสังเกตได้ว่า GDP ของสหรัฐฯอยู่ที่ 19.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ทำให้เรารู้ว่าประเทศสหรัฐฯมีหนี้สินมากกว่ารายได้ และเป็นที่มาว่าทำไมประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 อย่างคุณทรัมป์พยายามหาช่องทางทำให้สหรัฐฯมีรายได้มากกว่ารายจ่าย

และวิธีที่ทรัมป์หารายได้ คือการไถ่ประเทศอื่นๆ อย่างการประกาศขึ้นภาษีสินค้าที่มาจากจีน เพราะจีนมีการส่งสินค้าไปสหรัฐฯ มากกว่าที่สหรัฐฯส่งไปหาจีน

ทำให้สหรัฐฯกล้าที่จะทำ เนื่องจากมีประโยชน์ในมุมที่สหรัฐฯจะได้ภาษีสินค้านำเข้ามากกว่าเสียภาษีการส่งออก รวมถึงประโยชน์อีกหนึ่งต่อ คือ ราคาสินค้าจากจีนที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประชากรสหรัฐฯกลับมาซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น เพราะราคาที่ถูกกว่าเนื่องจากไม่โดนภาษีนำเข้า ประกอบกับคุณภาพสินค้าที่ใกล้กัน เรียกได้ว่า “คนอเมริกาซื้อของอเมริกาใช้ของอเมริกา”

 

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผลกระทบจากสงครามการค้าได้แก่ แนวโน้มการเลิกจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเหล็กและอลูมิเนียมราว 430,00 ตำแหน่ง รวมถึงราคาสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นราว 10-25% เนื่องจากเกิดการผลักภาระภาษีให้ผู้บริโภครับไปเต็ม มีกระทบต่อเนื่องทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และเศรษฐกิจสหรัฐฯ-จีนชะลอ รวมถึงในภาพใหญ่เศรษฐกิจโลกหดตัว เพราะว่าสหรัฐฯ-จีนเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งและสองของโลก กลับมาที่กระทบต่อตลาดหุ้น และตลาดทองคำหากเกิดสงครามการค้าที่ยาวนานเกิน 1 ปี ตอบผลกระทบในตลาดหุ้นก่อน ระยะสั้นมีแรงเทขาย ระยะกลางมีผลต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ธุรกิจเกี่ยวกับการส่งออก ,นำเข้า ,เหล็กและอลูมิเนียม ตอบผลกระทบในตลาดทองคำ ราคาทองคำจะตอบรับในมุมบวกระยะสั้นมีโอกาสผันผวนหลังเกิดการเก็งกำไร กลางถึงยาวเป็น Safe Haven และสามารถป้องกันเงินเฟ้อ ซึ่งนักลงทุนหลายท่านคงสงสัยว่า ทำไมราคาทองคำถึงไม่ปรับขึ้น เราตอบได้เลยว่า การลงทุนทองคำตอนนี้ไม่มีได้เพียงสงครามการค้าที่กระทบตลาดตอนนี้ แต่หากยังมี ประเด็นสหรัฐฯ-ตุรกี ,สหรัฐฯ-อิหร่าน ,สหรัฐฯ-ยุโรป ,การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ,แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ,ความต้องการซื้อขายทองคำ ซึ่งปัจจัยที่เรากล่าวมามีผลต่อราคาทองคำนั้นสิ้น

 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก
– Aspen
– Investing.com
– Forexfactory.com
– Bloomberg

จัดทำโดย
นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์
นักวิเคราะห์ด้านการลงทุนปัจจัยพื้นฐานสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ตำแหน่งนักวิเคราะห์อาวุโส
บริษัท คลาสสิก ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด