Gold Spot วิ่งอย่างงงๆ

ราคา Gold Spot ตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค. – 14 มี.ค. 2561 ไม่ไปไหนอยู่ที่ $1313 – $1328 ทั้งนี้ที่มีประเด็นแรงๆอย่างทรัมป์ทำให้หัวหน้าที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจลาออกและปลดรมว.ต่างประเทศ เป็นภาพของการเมืองที่ไม่แน่นอน กระทบถึงเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งใหม่ที่ชื่อว่า “สงครามการค้า”

อีกทั้งยังมีปัจจัยที่มีโอกาสกระแทกราคา Gold Spot อีกมากอย่าง

  1. อังกฤษขับทูตรัสเซียจำนวน 23 คนออกจากประเทศภายในเวลา 1 สัปดาห์ โดยให้เหตุผลว่ารัสเซียจะอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่มีการโจมตีนายเซอร์เก สกรีปอล อดีตสายลับรัสเซียที่แปรพักตร์มาอยู่ฝ่ายอังกฤษ ด้วยก๊าซพิษทำลายระบบประสาทในช่วงต้นเดือน มี.ค. ซึ่งทำให้เขาต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยมีอาการวิกฤต คาดการณ์ว่าอังกฤษเสียประโยชน์จึงออกมาเต้น (+ทอง)
  2. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่เลิกเล่นจีน ล่าสุดเตรียมแผนที่จะออกมาตรการ ในมาตรา 301* ในการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน พุ่งเป้าที่สินค้าในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการสื่อสาร รวมถึงการจำกัดการออกวีซ่าต่อชาวจีนที่ต้องการเดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ (+ทอง)

 

แม้ว่าราคา Gold Spot จะเจอยาแรงอย่างสองปัจจัยที่เราได้กล่าวไป แต่หากราคา Gold Spot ยังอยู่ที่เดิมทีนี้เรากำลังเข้าคำถามโลกแตกกันแล้วนะครับ ว่าราคา Gold Spot กำลังรอปัจจัยอะไรอยู่ที่

หากวิเคราะห์กันให้ดีๆ สัปดาห์หน้าเราจะเจอกับการประชุม FOMC ที่มีประธานธนาคารกลางสหรัฐฯคนใหม่อย่าง “นายเจอโรม พาวเวล” ที่ตลาดยังไม่แน่ใจว่าจะส่งสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อของสหรัฐ รวมทั้งทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นของเฟดในปีนี้อย่างไรจะมีการตอบคำถามแบบไหน จะเหมือน Ben Bernanke มั้ยที่การกล่าวในแต่ละครั้งทำให้นักลงทุนต้องตีความหมายเองว่าสรุปจะใช้นโยบายการเงินในทิศทางใดคือ แบบงงว่า สรุปนี่คือ ขึ้นดอกเบี้ยรึเปล่า หรือจะกล่าวคล้าย Janet Yellen ที่มาแบบคนตรงบอกขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง พี่เขาก็ทำตามคำพูดจริงๆ ซึ่งเราจะรู้ว่า Jerome Powell   จะเป็นแนวของ Ben Bernanke หรือ Janet Yellen หรือจะมาเป็นแนวใหม่  ต้องรอสัปดาห์หน้าจริงๆครับ

โดยมาตรา 301* (Section 301) ในพระราชบัญญัติการค้าปี 2517 (Trade Act of 1974) ซึ่งว่าด้วยการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของสหรัฐฯ เดิมมาตรา 301 ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในการดำเนินมาตรการตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ปฏิบัติหรือดำเนินการทางการค้าที่ไม่ยุติธรรม (Unfair) ต่อสหรัฐฯ อันส่งผลกระทบทางลบต่อการส่งออกของสหรัฐฯ

ทั้งนี้มาตรา 301  เปิดทางให้สหรัฐฯสามารถเจรจากับประเทศคู่ค้า แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ

– Regular 301 ใช้กับประเทศคู่ค้าที่ละเมิดข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ ไม่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเพียงพอ ไม่เปิดตลาดให้แก่สินค้าของสหรัฐฯ ไม่ให้การคุ้มครองสิทธิแรงงาน หรือมีการเลือกปฏิบัติระหว่างสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ กับสินค้าที่ผลิตได้เองภายในประเทศ อันส่งผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐฯ มาตรา Regular 301 นี้ใช้เป็นการทั่วไปในกรณีที่เอกชนร้องขอให้มีการไต่สวนประเทศคู่ค้าหรือกรณีที่ USTR ร้องขอให้มีการไต่สวน ทั้งนี้ กระบวนการไต่สวน เจรจา หรือตอบโต้ ประเทศคู่ค้าดังกล่าวต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 12 — 18 เดือน

– Super 301 ใช้กับประเทศคู่ค้าที่ดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า อันเป็นอุปสรรคต่อการค้าของ สหรัฐฯ อย่างรุนแรง โดย USTR พิจารณาข้อมูลจากรายงาน National Trade Estimate (NTE) ที่ USTR จัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อรัฐสภาของสหรัฐฯ ภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี ทั้งนี้ หลังจากการเสนอรายงาน NTE แล้วภายใน 30 วัน USTR จะต้องเปิดการเจรจากับประเทศคู่ค้าที่ดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าอย่างรุนแรงต่อสหรัฐฯ เพื่อให้ประเทศคู่ค้าลดหรือยกเลิกมาตรการดังกล่าวให้บรรลุผลภายใน 90 วัน หากไม่บรรลุผลสำเร็จ USTR จะดำเนินการไต่สวนหรือตอบโต้ตาม Regular 301 ต่อไป

– Special 301 ใช้กับประเทศคู่ค้าที่ไม่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ โดย USTR พิจารณาจากรายชื่อประเทศที่ไม่ให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ หรือ Priority Foreign Countries (PFC) ที่ USTR จัดทำขึ้นเป็นประจำภายในวันที่ 30 เมษายนของทุกปี ทั้งนี้ หลังการประกาศชื่อประเทศในกลุ่ม PFC แล้ว USTR จะต้องดำเนินการไต่สวนภายใน 30 วัน และจะต้องเปิดการเจรจาหรือตอบโต้ประเทศคู่ค้าให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 — 9 เดือน หลังจากนั้นหากประเทศในกลุ่ม PFC ดำเนินการคืบหน้าในการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ จะได้เลื่อนจากกลุ่ม PFC เป็น Priority Watch List (PWL) และหากมีความคืบหน้าในการให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ ดีขึ้น จะได้เลื่อนเป็น Watch Lists (WL) ตามลำดับ

ที่มาของข้อมูลมาตรา 301 : Aspen