สรุปราคาทองคำเดือนตุลาคม พร้อมคาดการณ์

พวกเรารู้กันหรือไม่ว่า ราคาทองคำในเดือน ตุลาคมมีแนวโน้มเป็น Sideway Up  ซึ่งการปรับขึ้นดังกล่าวได้แรงหนุนจากเม็ดเงินที่ไหลออกจาก Dow Jones ที่ปรับลงแรงถึง 1,483 จุด (-5.58%) ปิด 25,115 จุด

ปัจจัยที่กระทบตลาดในเดือน ตุลาคม ได้แก่

  • การใช้งบประมาณขาดดุลของอิตาลี เพราะในปัจจุบันอิตาลีมีหนี้แตะ 140% ของ GDP นับเป็นข้อมูลราว 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอิตาลีกำลังจะเพิ่มหนี้อีก โดยรัฐบาลอิตาลีมีแผนงบขาดดุล 3 ปีติด จะใช้งบขาดดุลปี 2562 ที่ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ปี 2563 ที่ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ และปี 2564 ที่ 4หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ EU เป็นอย่างมาก เพราะการใช้งบประมาณขาดดุลของอิตาลีทำให้หนี้สินเพิ่มมากขึ้น และอาจทำให้ 19 ประเทศใน EU เข้าสู่วิกฤติ ทั้งนี้วิกฤติที่กล่าวถึงคือ ค่าเงินยูโรที่อ่อนค่า มีแนวโน้มที่จะทำให้ EU แตก หากเกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของอิตาลีแบบว่า อิตาลีจะออกจาก EU จะมีผลกระทบทำให้ราคาทองคำเป็น Safe Haven ทั้งนี้ S&P ลดความน่าเชื่อถืออิตาลีลงสู่ “เชิงลบ” จาก “มีเสถียรภาพ” และมูดี้ส์ได้ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีลงสู่ระดับ Baa3 จาก Baa2 เพราะหนี้ที่กำลังจะเพิ่มขึ้น
  • สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน เพราะมีการประเมินว่าสงครามการค้าที่เริ่มจากสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอตัว ทำไมเราถึงกล่าวแบบนี้เพราะสหรัฐฯขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งสินค้าของจีนเป็นวัตถุดิบหลักที่บริษัทเอกชนสหรัฐฯต้องใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ จากการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจีนทำให้ราคาสินค้าของสหรัฐฯเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(FED) ที่ตอนนี้มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอีกครั้งในสิ้นปีนี้อีก 1 ครั้ง และการขึ้นดอกเบี้ย FED ถือเป็นการเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจ ถือเป็นการลดขีดความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯเอง ทำให้แนวโน้มของเศรษฐกิจสหรัฐฯไม่สู้ดีนัก ทำให้ US Dollar Index อ่อนค่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสองที่เข้ามาหนุนราคาทองคำ

สรุปเดือนตุลาคม ราคาทองคำปรับขึ้นจาก 3 ปัจจัยคือ ประเด็นอิตาลี ,สงครามการค้าและแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ส่วนเดือน พฤศจิกายน แนวโน้มจะเป็นอย่างไร มีปัจจัยอะไรเข้ามากระทบกันบ้าง

 

วันที่ 9 PPI และวันที่ 14 CPI เป็นเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐฯ(FED) ใช้อัตราเงินเฟ้อเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ

15 Retail Sales ดัชนีการค้าปลีกเป็นตัวชี้วัดของสินค้าที่ขายภายในอุตสาหกรรมค้าปลีกจากร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ไปยังร้านค้าเล็กๆในท้องถิ่น เป็นตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

19 Housing Starts ตัวบ่งชี้นี้สะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเจริญเติบโตในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ช่วยคาดการณ์ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

21 Durable Goods Orders ดัชนีชี้วัดว่าคนในสหรัฐฯมีการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าในระยะยาวมากน้อยแค่ไหน รวมถึงแนวโน้ม

27 CB Consumer Confidence  แสดงให้เห็นว่า ฐานะการเงิน, ภาวะเงินเฟ้อ, การว่างงาน, อัตราดอกเบี้ย และนโยบายรัฐบาล

28 GDP Q3/18 ตัวชี้วัดการบริโภค ,การลงทุน ,การใช้จ่ายภาครัฐ ,การส่งออก และการนำเข้า

 

 

ที่ทรัมป์เริ่มเจรจาสงครามการค้ากับจีน บทสรุปจะเป็นการหาเสียงของทรัมป์หรือเป็นความคิดจริงๆของทรัมป์กันแน่

หากไม่เกิดสงครามการค้าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ

 

 

เป็นการเลือกตั้งวุฒิสภา และ สภาผู้แทนราษฎร

โดยวุฒิสภาจะมีทั้งหมด 100 ที่นั่ง และสมาชิกวุฒิสภาจะมีรัฐละ 2 คนเท่านั้น วาระละ 6 ปี การครอบเสียงข้างมาก 51 ที่นั่งขึ้นไป และการเลือกตั้งนี้เป็นการเลือกใหม่ 35 ที่นั่ง นับเป็นเดโมแครตหมดวาระ 24 ที่นั่ง รีพับลิกันหมดวาระ 9 ที่นั่ง พรรคอื่นๆ 2 ที่นั่ง

ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรมีทั้งหมด 435 ที่นั่ง ต้องได้เสียงข้างมากเกิน 218 ที่นั่ง และมีวาระละ 2 ปี หน้าที่ของวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรได้แก่ การกลั่นกรองกฎหมาย ,ออกกฎหมาย และสามารถถอดถอนประธานาธิบดี

ซึ่งตอนนี้พรรคเดโมแครต มีวุฒิสภา 46 ที่นั่งหากหักที่จะหมดวาระออกจะเหลือ 22 ที่นั่ง และสภาผู้แทนราษฎร 193 ที่นั่ง ส่วนพรรครีพับลิกันวุฒิสภา 51 ที่นั่งหักที่จะหมดวาระออกจะเหลือ 42 ที่นั่ง และสภาผู้แทนราษฎร 240 ที่นั่ง ถือว่าพรรครีพับลิกันมีเสียงข้างมากในสภาสูงและสภาล่างเลยทีเดียว หากเดโมแครตต้องการเป็นเสียงข้างมากของ 2 สภา ต้องได้คะแนนที่นั่งวุฒิสภาอีก 29 ที่นั่ง และต้องได้ที่นั่งจากสภาผู้แทนราษฎรเกิน 218 ที่นั่ง ขณะที่รีพับลิกันขอเพียง 9 ที่นั่งในวุฒิสภาก็จะได้เสียงข้างมากของวุฒิสภา และได้ที่นั่งจากสภาผู้แทนราษฎรเกิน 218 ที่นั่ง ก็สามารถคุมทั้ง 2 สภาของสหรัฐฯ

แต่ผล Poll แสดงให้เห็นว่าพรรครีพับลิกันมีโอกาสได้เสียงข้างมากของ 2 สภา ซึ่งจะทำให้

1.ตำแหน่งทรัมป์มั่นคงไปอีก 2 ปี เพราะการถอดถอนทรัมป์จำเป็นต้องให้เสียงสนับสนุน 2 ใน 3 (67%) ของวุฒิสภา

2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เพราะมีเสียงสนับสนุนพอในสภาสูงและสภาล่าง 3.สงครามการค้ามีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้น ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯในระยะสั้นขยายตัวทำให้ US Dollar Index แข็งค่า และเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาทองคำ

 

มองว่าไม่ขึ้นดอกเบี้ยจาก 2 เหตุผล

1.การประเมินผลกระทบของสงครามการค้า

2.เศรษฐกิจสหรัฐฯยังๆไม่ขยายตัวเต็มที่

 

Sideway กรอบ $1210 – $1260 หากการหลุด $1205 และการทะลุ $1260 ถือเป็นการเปลี่ยนแนวโน้ม

 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก
– Aspen
– Investing.com
– Forexfactory.com

จัดทำโดย
นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์
นักวิเคราะห์ด้านการลงทุนปัจจัยพื้นฐานสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ตำแหน่งนักวิเคราะห์อาวุโส
บริษัท คลาสสิก ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด