สวัสดีครับท่านนักลงทุนช่วงนี้ประเด็นด่นที่เป็นที่พูดคุยกันในวงสนทนาเกี่ยวกับการลงทุนคงหนีไม่พ้นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย(Policy Rate)ของประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐฯ สู่ระดับ 150-175 Basis Point (1.50-1.75%) ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากที่สหรัฐฯ เผชิญกับวิกฤติทางเศรษฐกิจในปี ค.ศ.2008 ทำให้มีการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินในลักษณะปรับลดและคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.00% (นโยบายทางการเงินในลักษณะผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Easing/QE) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ทั้งนี้ในระหว่างทางก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรที่ติดขัดเพราะยังมีภาวะกับดักสภาพคล่อง(Liquidity Trap) ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ซึ่งก็หมายถึงผลกระทบหลังจากที่มีการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภคของครัวเรือนและลงทุนของภาคเอกชนแต่เศรษฐกิจกับไม่เติบโตตามคาดเพราะภาคครัวเรือนและภาคเอกชนทราบดีว่าเศรษฐกิจไม่ได้สดใสอย่างที่คิดทำให้ภาคครัวเรือนเลือกที่จะออมและภาคเอกชนเลือกที่จะชะลอการลงทุนมากกว่าโดยสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเพราะไปงัดเอาทฤษฎีของสำนักเคนส์(Keynesian economics schools) โดยการดำเนินนโยบายการคลังเข้ามาแทน (เพิ่มการลงทุนภาครัฐและปรับลดอัตราภาษีประเภทต่างๆ) แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเพราะการลงทุนภาครัฐฯ ก็มีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปสงค์ทำให้ต้นทุนของภาคเอกชนก็สูงขึ้นตามและเกิด Crowding Out Effect ตามมาแม้ไม่มากก็ก็สร้างความปวดหัวให้ทีมเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อยู่พอตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณทรัมป์ก้าวเข้ามาเป็นประธานาธิบดียิ่งสร้างความวุ่นวายทั้งการเมืองและเศรษฐกิจภายใน(ภายนอก) วุ่นวายไปหมด ดังนั้นการทำนโยบายการเงินให้กลับสู่ภาวะปกติและบิดเบือนดุลยภาพตลาดให้น้อยที่สุด (Monetary Policy Normalization) จึงต้องยอมรับว่าอาจส่งผลให้ตลาดลงทุนต่างๆ ทั่วโลกมีการปรับดุลยภาพกันใหม่อีกยกใหญ่ทั้งระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่างๆ ตลาดหุ้น / ตลาดตราสารหนี้ตลอดจนตลาดทองคำฯ ซึ่งจะเห็นได้ว่าความผันผวนยังคงเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงในรอบกว่าไตรมาสที่ผ่านมา

คราวนี้เรามาดูภาพรวมของนโยบายการเงิน(เบื้องต้น)กันครับว่าการปรับขึ้น/ลง/คงที่ ของอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยธนาคารกลางมีผลกระทบอย่างไรและดำเนินการอย่างไร…เริ่มกันที่การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายกันก่อนเลยครับ การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายจะดำเนินการผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้ผ่านการลงทุนและบริโภคของภาคเอกชนและภาคครัวเรือนตามลำดับ ในทางตรงข้ามหากเศรษฐกิจร้อนแรงฮ็อตยังกะไฟเอ้อธนาคารกลางโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของประเทศนั้นๆ ก็ต้องทำการเพิ่มดอกเบี้ยให้สูงเพื่อชะลอความร้อนแรงและอัตราเงินเฟ้อที่ไปเร็วเกินกว่าค่าแรงโดยทั่วไปในประเทศ[%Change(P)Price Level  > %Change(W)Wage] … ทั้งนี้การดำเนินนโยบายการเงินในรูปแบบต่างๆ ล้วนส่งผลกระทบต่อตลาดสินทรัพย์ลงทุนทั้งสินไม่มากก็น้อยเช่นถ้าดอกเบี้ยสูงการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริงจะลดลง ปริมาณการถือเงินสดในมือจะเปลี่ยนไปตามทฤษฎี Quantity Theory of Money ในทางตรงข้ามหากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำการลงทุนจะมากขึ้นทั้งภาคเศรษกิจจริงเพราะต้นทุนทางการเงินต่ำลงส่วนภาคการเงินการลงทุนโดยเฉพาะตลาดหุ้นก็ได้อานิสงค์เพราะประชาชนย่อมหาแหล่งพักเงินที่สามารถรักษามูลค่าของเงินได้ดีกว่าอัตราเงินฝากที่ต่ำเตี้ยติดดินเช่นพันธบัตรรัฐบาล ตลาดหุ้นและรวมไปถึงตลาดทองคำฯ ทั้งนี้ตลาดตราสารหนี้จะกระทบได้เร็วกว่าเพื่อนเพราะมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงที่สุดหากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลจะปรับตัวขึ้นไปด้วยประเด็นนี้จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังกระแสเงินทุนไหลเข้าออกและอัตรแลกเปลี่ยนด้วยเพราะนักลงทุนย่อมทำการ (Searching for Yield) ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยน้อยกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กระแสเงินทุนจะไหลออกและกดดันอัตราแลกเปลี่ยนของเรา (Home Currency) ให้อ่อนค่าไปด้วย…หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนและบริหารความเสี่ยงในช่วงนี้นะครับ