เกาะกระแสความผันผวน…การกระจายความเสี่ยงคืออะไร?

          จะว่าไปแล้วการกระจายความเสี่ยงนั้นเป็นหลักคิดในยุคหลังที่นักลงทุนและนักวิชาการเริ่มให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเท่าๆ กับอัตราผลตอบแทนและเริ่มมีแนวคิดในเรื่อง Risk Adjusted Return ขึ้นโดยที่สำหรับการกระจายความเสี่ยงในรูปแบบดั่งเดิม (Traditional Diversification Theory) ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า…การกระจายความเสี่ยงเป็นการสุ่มลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ลงทุนในจํานวนมากที่สุดเท่าที่นักลงทุนจะทําได้ เพื่อที่จะลดความเสี่ยงของกลุ่มหลักทรัพย์ลงจากเดิมที่ขึ้นกับสินทรัพย์ลงทุนเพียงตัวเดียว โดยแม้จะยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องการจะลดนั้นเป็นความเสี่ยงลักษณะใดก็ตาม พูดง่ายๆคือขอให้ลงทุนในสินทรัพย์ลงทุนมากตัวไว้ก่อนก็จะสามารถลดความเสี่ยงได้โดยความเสี่ยงที่พยายามหลีกเลี่ยงเองก็ยังไม่มีนิยามที่ชัดเจนว่าคืออะไรเช่นกันสรุปภาษาพูดก็คือ “ลงมากตัวพอร์ตไม่พัง” แน่นอน…สมัยก่อนเขาคิดกันแบบนี้จริงๆ ครับ

          แต่อย่างไรก็ตามในยุคถัดมาหลังจากที่เริ่มมีการนิยามว่าความเสี่ยงคืออัตราผลตอบแทนที่เบี่ยงเบนไปจากที่คาดการณ์จึงเริ่มปรับคำนิยามใหม่เป็นการเชื่อว่ายิ่งมีการเพิ่มจํานวนของหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ลงทุนเข้าไปในกลุ่มหลักทรัพย์มากเท่าใด ความเสี่ยงจากการลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์ซึ่งนักลงทุนสามารถวัดได้ด้วยเบี่ยงเบนมาตรฐานก็จะยิ่งลดลงตามไปด้วยมากเท่านั้น …ก็ยังดีนะครับเพราะเริ่มจะนิยามความเสี่ยงได้แล้ว

           ดังนั้นข้อสรุปของหลักการนี้ในยุคแรกก็คือ “ปริมาณ” ยิ่งเยอะยิ่งดีซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ ต่อมานักเศรษฐศาสตร์การเงินผู้มีนามว่า Harry Markowitz ได้ใช้เวลาทุ่มเทวิจัยจนได้ข้อสรุปที่ว่าข้อสำคัญของการกระจายความเสี่ยงสามารถทำได้โดยเลือกกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังในทิศทางตรงกันข้ามหรือไม่มีความสัมพันธ์กันเลยจะสามารถลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์นั้นลงได้ (ความสัมพันธ์ดังกล่าวหมายถึงความสัมพันธ์เชิงเส้นนะครับ…ความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นไม่ได้หมายรวมอยู่ในค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ด้วยดังนั้นต้องระมัดระวังการใช้งานด้วย)โดยนักลงทุนจะพิจารณาลงทุนจากสองปัจจัยเท่านั้นได้แก่ความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนโดยที่หากอัตราผลตอบแทนเท่ากันจะเลือกหลักทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำกว่า ในทางตรงกันข้ามหากมีความเสี่ยงเท่ากันจะเลือกหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าโดยสรุปก็คือเลือกลงทุนแบบสมเหตุสมผล(ซึ่งก็ตรงกับสมมติฐานของทฤษฎีที่ว่า “นักลงทุนเป็นผู้มีเหตุผล”) กล่าวโดยสรุปคือ “ยิ่งค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์มีค่าลดต่ำลงเรื่อยๆ ความเสี่ยงจากการลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์ก็จะลดลงตามไปด้วย ข้อสรุปของหลักคิดในยุคหลังนี้จึงให้ความสำคัญกับ “ความสัมพันธ์” มากกว่า “ปริมาณ” นี้เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการกลุ่มสินทรัพย์ลงทุนต่อยอดมาจนถึงงานวิจัยด้านการประเมินราคาสินทรัพย์มากมายเริ่มตั้งแต่ CAPM, Arbitrage Pricing Model(APT) ตลอดจน Multi-Factor Models ในรูปแบบต่างๆ ครับ

          …คำถามก็คือ…วันนี้ท่านนักลงทุนได้คำนึงถึงความเสี่ยงเท่าๆ กับอัตราผลตอบแทนที่คาดการณ์หรือไม่ครับ…