เมื่อพูดถึง “น้ำมันดิบ(Crude Oil)” … ผมเชื่อว่าท่านนักลงทุนคงเคยได้ยินผ่านหูมาไม่มากก็น้อยนะครับโดยเฉพาะในสื่อที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนทุกช่องทาง สิ่งนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์ลงทุนประเภทอื่นๆ จะเป็นเพราะอะไรเพื่อไม่ให้เสียเวลาตามไปดูกันเลยดีกว่า

1.“น้ำมันดิบ”…เป็นต้นทุนในการผลิตสินค้าและบริการโดยเฉพาะต้นทุนในการขนส่งซึ่งมีความสัมพันธ์ในลักษณะที่แปรผกผันโดยตรงต่ออัตรากำไรขึ้นต้น(และกำไรสุทธิ)ของกิจการ นั้นหมายความว่ายิ่งมีต้นทุนในการผลิตจากเครื่องจักรซึ่งมีน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนหรือค่าขนส่งมากเท่าใดย่อมส่งผลอัตราผลกำไรของกิจการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ(ถ้ากำหนดให้ปัจจัยอื่นคงที่และยังไม่ต้องพิจารณาว่าการแปรผกผันนั้นจะได้สัดส่วนกันหรือไม่)

2.“น้ำมันดิบ”…เป็นดัชนีหนึ่งที่สะท้อนภาวะเงินเฟ้อและการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตเนื่องจากการที่ราคาน้ำมันดิบมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นย่อมส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการเกือบทุกชนิดมีการปรับตัวสูงขึ้นตามเรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน(ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เกือบๆ จะเท่ากับหนึ่งแต่จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นหรือความอ่อนไหวของสินค้านั้นด้วย) ดังนั้นโดยสรุปการที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทำให้ระดับราคา (Price Level) ในตลาดปรับตัวสูงขึ้นตามซึ่งย่อมสะท้อนถึงการอ่อนค่าของมูลค่าของเงินในระบบนั้นด้วย (Depreciation of Value) หรือพูดง่ายๆ ก็คือเกิดภาวะเงินเฟ้อนั้นเอง อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวจะมีปัญหาในการวิเคราะห์เล็กน้อยในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเพราะระดับราคาและค่าจ้างแรงงาน(ต้นทุนในการผลิต) ยังมีความหนืด(Sticky) และขึ้นอยู่กับภาคครัวเรือนด้วยว่าจะตีความหรือดำเนินการไปในทิศทางใด ในกรณีที่ข้อมูลข่าวสารสามารถเข้าถึงกันได้โดยง่ายต้นทุนต่ำ (Strong Form Efficiency) ภาคครัวเรือนอาจตอบสนองด้วยการกักตุนสินค้าในระยะแรกจากการคาดการณ์ที่ว่าระดับราคาอาจปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต

3.“น้ำมันดิบ”…มีความสามารถในการชี้นำดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ในหลายประเทศ สาเหตุก็เพราะการคำนวณมูลค่าดัชนีส่วนมากมักใช้วิธีถ่วงนํ้าหนักด้วยมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization Weighted) ซึ่งหุ้นในกลุ่มน้ำมันเองมักมีขนาดใหญ่นอกจากนั้นยังเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยม(จากความสำคัญของน้ำมันดิบเอง)ทำให้ราคาหุ้นมักปรับตัวขึ้นไปตามส่งผลให้มูลค่าตลาดของหลักทรัพย์นั้นขยับขึ้นไปด้วย ประเด็นนี้เห็นได้ชัดในประเทศไทยซึ่งกลุ่มพลังงานจะเป็นพี่ใหญ่ที่ชี้นำตลาดมาโดยตลอดตั้งแต่เปิดตลาดหลักทรัพย์แล้วทั้งโดยตรงและจากโดยอ้อมในมิติของบรรยากาศการลงทุนดังนั้นในช่วงต้นสัปดาห์นี้จึงเห็นได้ชัดว่าดัชนีปรับตัวขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกซึ่งปรับตัวบวกราวๆ +5% แม้จะไปต่อไม่ไหวเพราะขาดปัจจัยบวกแต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญและความอ่อนไหวของน้ำมันดิบต่อตลาดการลงทุน

4.“น้ำมันดิบ”…เป็นแหล่งพลังงานที่ถูกใช้มากที่สุดและปัจจุบันยังไม่สามารถหาแหล่งพลังงานใดมาทดแทนได้เมื่อพิจารณาถึงประเด็นแง่ของปริมาณและประสิทธิภาพต่อหน่วย ซึ่งแม้ในปัจจุบันจะมีความพยายามหาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกมาใช้แทนน้ำมันแต่ก็ยังไม่มีพลังงานทดแทนใดที่จะมีความเหมาะสมในช่วงเวลานี้สาเหตุก็เพราะ เครื่องจักรประเภทต่างถูกพัฒนาภายใต้การใช้พลังงานจากน้ำมันดังนั้นการพัฒนาขึ้นมาใหม่ย่อมเป็นการสร้างต้นทุนส่วนเพิ่มทั้งในแง่ของผู้ผลิตและผู้บริโภค แม้รถยนต์ไฟฟ้าที่จะถูกผลิตขึ้นแต่ราคาก็ยังสูงและยังไม่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเช่น กรณีที่แบตฯ หมดกลางทางเป็นต้น สุดท้ายแล้วราคาที่สูงขึ้นของรถไฟฟ้าอาจจะพอๆ หรือแพงกว่าค่าน้ำมันที่ต้องเติมก็เป็นได้ โดยสรุปนะครับแม้น้ำมันดิบอาจไม่ใช่แหล่งพลังงานที่ดีที่สุดหรือถูกที่สุดแต่เมื่อหักล้างด้วยปัจจัยต่างๆ แล้วจะพบว่าในปัจจุบัน(ข้อย้ำว่าในปัจจุบันเพราะอนาคตต้องเปลี่ยนแน่นอน) ก็ยังมีความเหมาะสมด้วยหลายประการครับ

เชื่อว่าท่านนักลงทุนคงพอเห็นภาพความสำคัญของ “น้ำมันดิบ” ไม่มากก็น้อยทั้งในแง่ของภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการลงทุนทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังนั้นผมจึงขอย้ำว่าท่านนักลงทุนไม่ควรมองข้ามความเคลื่อนไหวในตลาดน้ำมันดิบโลกทั้งในส่วนของ WTI/BRENT รวมไปถึงการประชุมของกลุ่ม OPEC/Non-OPEC และรายงานน้ำมันดิบคงคลังต่างๆ ของประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐฯ … ขอให้ทุกท่านโชคดีและมีความสุขกับการลงทุนครับ