สวัสดีครับท่านนักลงทุนขอพูดถึงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนกันบ้างนะครับ สาเหตุก็ไม่ใช่เพราะอะไรหากเราพิจารณาค่าเงินบาทในปัจจุบันต้องบอกได้คำเดียวว่าแข็งค่าอย่างมีนัยยะเลยทีเดียว โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหรือบริษัทที่ยังต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลักหากไม่ได้บริหารความเสี่ยงค่าเงินด้วยตราสารอนุพันธ์มีสิทธิหนาวหรืออาจจะ “ขาดทุนแม้มีกำไร” ฟังดูแปลกๆ ไหมครับ ความหมายของมันก็คือ ค้าขายได้กำไรขายของได้มีลูกค้าแต่รายรับที่แปลงเป็นสกุลเงินบาทแล้วลดลงอย่างน่าใจหายทั้งนี้ทางเลือกในการป้องกันและบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนั้นก็มีหลายหลายแต่ขออนุญาตินำเสนอในโอกาสหน้านะครับ ส่วนในโอกาสนี้เรามาดูกันว่าสาเหุตอะไรที่เป็นตัวกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินกันบ้างตามไปดูกันเลย…

1.กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าและไหลออกหรือที่เรามักได้ยินกันในชื่อ Fund Flow ของต่างชาตินั้นละครับถ้าไหลเข้ามามากไม่ว่าจะมาทำอะไรก็ต้องแลกจากเงินสกุลของเขามาเป็นสกุลของเรา (Local Currency) ในที่นี้ขอให้หมายถึง USD/THB นะครับจะได้เข้าใจกันง่ายๆ สมมติง่ายๆ นะครับว่านักลงทุนต่างชาติอยากลงทุนในหุ้นไทยก็ต้องแลกเป็นเงินบาทก่อนจริงไหมครับ ถ้าอยากลงทุนในตลาดตราสารหนี้/ตราสารอนุพันธ์หรือแม้แต่ภาคเศรษฐกิจจริงก็ต้องแลกเป็นเงินบาทก่อนฯ ดังนั้นจะลงทุนแบบใดกระแสเงินทุนดังกล่าวมีโอกาสดันค่าเงินบาทให้แข็งค่าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในทางตรงข้าม “ขากลับ” เอากำไรออกไปก็ต้องแลกกลับเช่นกันซึ่งก็จะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงตามไปด้วยครับผม

2.อัตราดดอกเบี้ย ซึ่งจริงๆ ในความหมายหนึ่งหมายถึงต้นทุนของเงินนั้นละครับดังนั้นการที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือแม้กระทั้งคงที่ย่อมมีผลต่อมุมมองในการลงทุนทั้งภาคการเงินการลงทุนและการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง โดยธุรกรรมหนึ่งที่มีผลกระทบต่อค่าเงินผ่านอัตราดอกเบี้ยคือการทำธุรกรรม “Carry Trade” ซึ่งสรุปสั้นๆ ก็คือการกู้เงินเงินจากประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในประเทศที่อัตราดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทนสูงกว่าโดยตราสารที่เข้ามาเกี่ยวข้องอาจเป็นได้ทั้งตราสารหนี้ประเภทพันธบัตรรัฐบาลรวมไปถึงตราสารทุน ดังนั้นการไหลเข้าก็ของแสเงินทุนจากอัตราดอกเบี้ยย่อมมีผลกระทบให้อัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินที่เป็น Local Currency ปรับตัวแข็งค่าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตามโดยปกติแล้วหากดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่สูงค่าเงินของประเทศนั้นๆ มักแข็งกว่าประเทศที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบเสมอทั้งนี้ก็เพราะอัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยที่กำหนดอัตราผลตอบแทนที่คาดการณ์จากการลงทุนโดยเฉพาะตราสารหนี้โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลซึ่งจะดชื่อมโยงไปถึงการประเมินมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงเช่นหุ้นด้วยตัวอย่างเช่น การประเมินมูลค่าหุ้นจากแบบจำลอง CAPM ซึ่งมี Risk Free Rate เป็นส่วนประกอบสำคัญตัวหนึ่ง

3.อุปสงค์ของสินทรัพย์ปลอดภัย…สินทรัพย์ปลอดภัยในที่นี้หมายถึงทองคำและมันปลอดภัยอย่างไรหรือปลอดภัยจริงรึเปล่าขอละไว้ก่อนเพราะจะหลงประเด็นเอาเป็นว่าตามทฤษฎียังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอยู่เช่นเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล(ซึ่งอันที่จริงก็มีความเสี่ยงเช่นกันไม่ได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็น) กล่าวคือการที่กระแสเงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยจากสาเหตุต่างๆ มีแนวโน้มกดดันให้ค่าเงินอ่อนค่าในฐานะสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะค่าเงินสกุลหลักอย่างดอลลาร์ที่มักเคลื่อนไหวตรงข้ามกับทองคำเสมอ (โดยส่วนใหญ่ซึ่งอาจไม่เสมอไป) เช่นกรณีความกังวลการก่อการร้ายหรือความไม่แน่นอนทางการเมือง ในทางตรงข้ามหากภาพรวมการลงทุนสดใสราคาทองคำมีแนวโน้มอ่อนตัวและค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเช่นกัน

4.อัตราเงินเฟ้อ…ปัจจัยด้านเงินเฟ้อเป็นอีกปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าเงิน Local Currency แข็งค่าหรืออ่อนค่าสาเหตุก็เพราะภาวะเงินเฟ้อคือการที่ระดับราคาของสินค้าโดยทั่วไปปรับตัวสูงขึ้น กล่าวคือมีเงินเท่าเดิมซื้อของได้น้อยลงกดดันให้ Local Currency อ่อนค่าตามไปด้วยดังนั้นประเทศใดที่มีเงินเฟ้อสูงมักตามมาด้วยค่าเงิน Local Currency ที่อ่อนลงในลักษณะแปรผกผันต่อกัน นอกจากนั้น “ปริมาณ” ของเงินในระบบก็ยังมีผลต่อค่าเงินและอัตราเงินเฟ้อเช่นกันแต่จะขอคุยกันในครั้งหน้าดีกว่า

5.ความมั่นคงทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ…ซึ่งในประเด็นนี้ก็ค่อนข้างสอดรับกับข้อที่สามนั้นคือหากความมั่นคงทางการเมืองหรือเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำนักลงทุนทั้งภายในและภายนอกย่อมไม่กล้าลงทุนในโครงการต่างๆเพราะอัตราผลตอบแทนไม่สอดรับกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นตาม นอกจากนั้นการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยๆ ครั้งมีแนวโน้มทำให้ทิศทางของนโยบายเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยซึ่งนักลงทุนไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำดังนั้นเศรษฐกิจจึงตกอยู่ในภาวะซบเซาหรืออาจเกิดกับดักสภาพคล่องคือมีเงินแต่ไม่ได้ใช้ตามไปด้วย(Liquidity Trap)

6.วัฏจักรเศรษฐกิจ…ในที่นี้หมายถึงวัฏจักรเศรษฐกิจโดยธรรมชาติทั่วไปไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองกล่าวคือภาวะการขยายตัว ซบเซา ถดถอยหรือฟื้นตัวฯ ย่อมมีผลต่อการลงทุนและการถือครองเงินเช่นกันหากวัฏจักรเศรษฐกิจอยู่ในช่วงถดถอยการลงทุนอยู่ในระดับต่ำค่าเงินย่อมอ่อนค่าตามในทางตรงข้ามหากวัฏจักรเศรษฐกิจอยู่ใรช่วงที่เติบโตคึกคักการลงทุนก็มีมากตามและค่าเงินก็แข็งค่าตามไปด้วยนอกจากนั้นประเด็นนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับการวางนโยบายการเงิน / การคลังของรัฐบาลและธนาคารกลางอีกด้วยซึ่งก็จะไปกระทบกับประเด็นเรื่องอัตราดอกเบี้ย การลงทุนภาครัฐและภาษีฯ และก็จะมากระทบกับค่าเงินทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมเช่นกัน อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปนักเศรษฐศาสตร์มักไมสามารถประเมินวัฏจักรเศรษฐกิจได้แม่นยำจนกว่าช่วงเวลาดังกล่าวได้ผ่านไปแล้วในระดับหนึ่ง

7.ตัวค่าเงินที่แลกเปลี่ยนเอง ประเด็นนนี้เป็นประเด็นที่อยู่บนสมมติฐานที่ว่า Local Currency หรือปัจจัยภายในคงที่ (Ceteris Paribus) แต่ค่าเงินที่เราพิจารณาเปรียบเทียบด้วยแข็งค่าหรืออ่อนค่าลง พิจารณาง่ายๆคือ สมมติว่าค่าเงินบาทของเราอยู่เฉยๆ แต่ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงย่อมทำให้เงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าเพิ่มขึ้นโดยเปรียบเทียบทั้งที่เงินบาทก็อยู่ของเขาเฉยๆ ประเด็นนี้ค่อนข้างชัดเจนโดยเฉพาะราว 3-4 เดือนที่ผ่านมาที่เงินบาทก็แข็งค่าเรื่อยๆ ในขณะที่ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็อ่อนค่าเรื่อยๆ เช่นกันประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องอุปสงค์สืบเนื่อง(Derived Demand)ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นเอง

8.นโยบายการเงินและนโยบายการคลัง…กรณีดำเนินนโยบายการเงินแบบชยายตัวเป็นการเพิ่มปริมาณเงินในระบบทำให้ดอกเบี้ยลดลงและเงินเฟ้อสูงขึ้นรวมทั้งส่งผลในเชิงลบต่อค่าเงินตามไปด้วย แต่หากดำเนินนโยบายการเงินแบบหดตัวผลที่เกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้นในทางตรงกันข้าม(vice versa) ในขณะที่นโยบายการคลังนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายของรัฐทั้งรายรับจากภาษีและรายจ่ายจากการลงทุนภาครัฐเพื่อบริการสาธารณะ ซึ่งก็มีความเกี่ยวข้องกับค่าเงิน Local Currency แน่นอนแต่มักผลที่เกิดขึ้นในทางบวกหรือลบนั้นย่อมขึ้นกับขาดของแนวนโยบายนั้นๆ ด้วยไม่แน่นอนชัดเจนเหมือนกับการดำเนินนโยบายการเงิน