6. อย่าลืมศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อ SET50 Index

1) การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของครัวเรือน (Consumption)
การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของครัวเรือนคือ ความต้องการซื้อสินค้าและบริการเพื่ออุปโภคบริโภค เมื่อประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอย ย่อมทำให้ขนาดของกิจการที่โตขึ้นและส่งผลถึงราคาหุ้น ทำให้ SET50Index สูงขึ้น
ดังนั้นจึงคาดการณ์ได้ว่า เมื่อการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบ SET50Index ในเชิงบวก

2) การลงทุนภาคเอกชน (Investment)
การลงทุนภาคเอกชน คือ รายจ่ายในการซื้อสินค้าเพื่อใช้ผลิตสินค้าและบริการในอนาคต การที่ภาคเอกชนมีการลงทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาคเอกชนมองว่า เศรษฐกิจดีและมีโอกาสเติบโตจึงลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น ส่งผลให้ SET50 Index เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่า การลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบ SET50 Index ในเชิงบวก

3) การลงทุนภาครัฐ (Government Spending)
การใช้จ่ายของภาครัฐ ส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ส่งผลให้เกิดการจ้างงานและรายได้ต่อกิจการภายในประเทศ และเมื่อกิจการมีรายได้เพิ่มขึ้น ราคาหุ้นสูงขึ้น ทำให้ SET50 Index สูงขึ้น ดังนั้นจึงคาดการณ์ได้ว่าการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบ SET50 Index ในเชิงบวก

4) การส่งออกสุทธิ (Export)
การส่งออก คือ การขายสินค้าและบริการในประเทศไปสู่ต่างประเทศ เมื่อมีการขายสินค้าได้ หน่วยธุรกิจจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ขนาดของธุรกิจเติบโต ทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้น ส่งผลให้ SET50 Index สูงขึ้น ดังนั้นจึงคาดการณ์ได้ว่า การส่งออกสุทธิที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบ SET50 Index ในเชิงบวก

5) การนำเข้าสุทธิ (Import)
การนำเข้าสุทธิ คือ การซื้อสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ เมื่อมีการซื้อสินค้า หน่วยธุรกิจจะมีรายได้ลดลง ราคาหุ้นจึงต่ำลง ส่งผลให้ SET50Index ลดลงด้วย ดังนั้นจึงคาดการณ์ได้ว่า การนำเข้าสุทธิที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบ SET50Index ในเชิงลบ