4 ตัวเลขเศรษฐกิจที่มีผลต่อราคาทอง

 

1.GDP(Gross Domestic Product : GDP )ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประกอบไปด้วย การบริโภคในประเทศ การลงทุนในประเทศ การใช้จ่ายของรัฐบาลและสุดท้ายคือการส่งออกหักการนำเข้า
GDPส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯและทองคำโดย
กล่าวคือถ้าการประกาศตัวเลขGDPของสหรัฐฯ ออกมามากขึ้นกว่าครั้งก่อนจะแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจมีการขยายตัวทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจในประเทศมีความแข็งแกร่งมากขึ้นส่งผลทำให้มุมมองนักลงทุนที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศมีมุมมองต่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงมากขึ้นโดยนักลงทุนจะทำการถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯมากขึ้นซึ่งจะทำให้มี Demand(อุปสงค์)ในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯมากขึ้นกระทบถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯจะแข็งค่ามากขึ้นและส่งผลในทิศทางตรงกันข้าม คือ ส่งผลลบต่อราคาทองคำ
ถ้าการประกาศตัวเลขของGDP ออกมาน้อยกว่าครั้งก่อนจะแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจมีการหดตัวทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจในประเทศมีความอ่อนแอส่งผลทำให้มุมมองนักลงทุนที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศมีมุมมองเงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นโดยนักลงทุนจะทำการลดการถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งจะทำให้มี Demand(อุปสงค์)ในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯลดลงกระทบถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯจะอ่อนค่าเพราะมีความเสี่ยงสูงนักลงทุนจึงไม่อยากถือและส่งผลในทิศทางตรงกับข้ามคือส่งผลบวกต่อราคาทองคำ
2.หมวดการจ้างงาน
-Non-Farm Employment Change(การจ้างงานนอกภาคการเกษตรที่ประกาศโดยภาครัฐ)
-ADP Non-Farm Employment Change(การจ้างงานนอกภาคการเกษตรที่ประกาศโดยภาคเอกชน ชื่อAutomatic Data -Processing, Inc.)
กล่าวคือถ้าการจ้างงานนอกภาคการเกษตรประกาศออกมามากขึ้นจากครั้งที่แล้วจะแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจขยายตัวเพราะเนื่องจากปัจจัยที่ประชากรมีกำลังซื้อมากขึ้นทำให้ภาคผลิตต้องผลิตสินค้าและบริการมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรทั้งนี้ในการผลิตที่มากขึ้นนั้นภาคการผลิตก็ต้องการจ้างงานมากขึ้นทำให้มีเม็ดเงินใหม่ๆเข้ามาในเศรษฐกิจมากขึ้นและแสดงถึงเศรษฐกิจขยายตัวและจะทำให้ส่งผลลบต่อราคาทองคำ
ถ้าการจ้างงานนอกภาคการเกษตรประกาศออกมาลดลงจากครั้งที่แล้วจะแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจหดตัวเพราะเนื่องจากปัจจัยที่ประชากรมีกำลังซื้อลดน้อยลงส่งผลให้ยอดขายสินค้าตกลงกระทบต่อคำสั่งซื้อสินค้าจากโรงงาน ทำให้ผู้ประกอบการลดกำลังการผลิต หั่นค่าจ้างหรือลดพนักงาน ปัญหาจะย้อนกลับมาที่ภาคครัวเรือน ทำให้ผู้บริโภคมีเงินในกระเป๋าลดลงและยิ่งระมัดระวังการใช้จ่าย สินค้าก็ยิ่งขายไม่ออก กลายเป็นวัฏจักรหายนะทางเศรษฐกิจให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯลดลงกระทบถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯจะอ่อนค่าเพราะมีความเสี่ยงสูงและส่งผลบวกต่อราคาทองคำ
-Unemployment Claims(จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์)
ถ้าจำนวนผู้ของรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์มากขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานหรืออีกนัยหนึ่ง คือผู้ตกงานรายสัปดาห์ทั้งนี้การที่มีผู้ตกงานมากขึ้นจะทำให้รัฐบาลต้องชดเชยมากขึ้นตามไปด้วยและยังเป็นตัวบ่งชี้วัดทางเศรษฐกิจพื้นฐานของสหรัฐฯที่อ่อนแอส่งผลทำให้มุมมองนักลงทุนที่อยูในประเทศและต่างประเทศมีมุมมองที่เห็นว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นโดยนักลงทุนจะทำการลดการถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งจะทำให้มี Demand(อุปสงค์)ในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯลดลงกระทบถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าเพราะมีความเสี่ยงสูงและส่งผลบวกต่อราคาทองคำ
ถ้าจำนวนผู้ของรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์น้อยลงกว่าสัปดาห์ก่อนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานหรืออีกนัยหนึ่ง คือผู้ตกงานรายสัปดาห์ทั้งนี้การที่มีผู้ตกงานน้อยลงก็จะทำให้รัฐบาลต้องชดเชยน้อยลงตามไปด้วยและยังเป็นตัวบ่งชี้วัดทางเศรษฐกิจพื้นฐานของสหรัฐฯที่แข็งแกร่งมากขึ้นโดยจะทำให้นักลงทุนจะทำการถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯมากขึ้นเพราะเห็นเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากขึ้นซึ่งจะทำให้มี Demand(อุปสงค์)ในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯมากขึ้นกระทบถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯจะแข็งค่ามากขึ้นและส่งผลลบต่อราคาทองคำ
-Unemployment Rate(อัตราการว่างงาน)
ถ้าอัตราการว่างงานมากขึ้นคือ ปัญหาจะย้อนกลับมาที่ภาคครัวเรือน ทำให้ผู้บริโภคมีเงินในกระเป๋าลดลงทุกๆ เดือนและยิ่งระมัดระวังการใช้จ่าย สินค้าก็ยิ่งขายไม่ออกแสดงถึงเศรษฐกิจพื้นฐานของสหรัฐฯที่อ่อนแอส่งผลให้ยอดขายสินค้าตกลง กระทบต่อคำสั่งซื้อสินค้าจากโรงงาน ทำให้ผู้ประกอบการลดกำลังการผลิตกลายเป็นวัฏจักรหายนะทางเศรษฐกิจทำให้กระทบถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯจะอ่อนค่าและส่งผลบวกต่อราคาทองคำ
แต่ถ้าอัตราการว่างงานน้อยลงคือ จะส่งผลที่ภาคครัวเรือนทำให้ผู้บริโภคมีเงินในกระเป๋ามากขึ้นทุกๆเดือนแสดงถึงเศรษฐกิจพื้นฐานของสหรัฐฯที่แข็งแรงมากขึ้นส่งผลให้ยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้นกระทบต่อคำสั่งซื้อสินค้าจากโรงงาน ทำให้ผู้ประกอบการเพิ่มกำลังการผลิตเศรษฐกิจดีขึ้นทำให้กระทบถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯจะแข็งค่าและส่งผลลบต่อราคาทองคำ
3.Interest Rates(อัตราดอกเบี้ย)
อัตราดอกเบี้ยมีความสำคัญมากต่อระบบเศรษฐกิจเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนั้นมีความเกี่ยวกับประชาชนในทุกภาคส่วน ตั้งแต่การจับจ่ายใช้สอย การออม และการลงทุน โดยดอกเบี้ยสามารถเป็นได้ทั้งผลตอบแทนสำหรับเจ้าของเงิน และเป็นต้นทุนทางการเงินสำหรับผู้ที่กู้ยืมเงิน ทำให้การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยส่งผลกระทบในเชิงตรงกันข้ามต่อบุคคล 2 กลุ่มนี้เสมอ และอัตราดอกเบี้ยยังมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในขณะเดียวกันการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็เป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยด้วยเช่นกัน
ถ้ากำหนดอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะสามารถส่งผลต่อระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ เมื่อรัฐบาลกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำนั้นจะทำให้ประชาชนถือเงินในมือมากก็จะจับจ่ายใช้สอยมากส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัว และในขณะเดียวกัน การที่ระบบเศรษฐกิจขยายตัวนั้น ประชาชนจับจ่ายใช้สอยมาก รายได้มากทั้งนี้ทำให้เงินในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นจึงเกิดเงินเฟ้อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ
ถ้ากำหนดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับสูงขึ้นก็จะจูงใจให้ประชาชนนำเงินมาฝาก ประชาชนจะได้ถือเงินน้อยลง จะได้จับจ่ายใช้สอยลดลง เงินเฟ้อจะลดลงในที่สุด ในขณะเดียวกันนั้นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยยังส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย หมายถึง หากธนาคารกลางเพิ่มอัตราดอกเบี้ย เงินทุนจะไหลเข้ามาลงทุนในประเทศ ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่า การไหลเข้าของเงินทุนส่วนใหญ่มองว่าจะเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ส่วนหนึ่งมาจากการเก็งกำไรซึ่งอาจจะส่งผลให้ปัจจัยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นมาอย่างรวดเร็วและส่งผลให้ราคาทองคำลดลง
4.Inflation(เงินเฟ้อ)
ในทางทฤษฎี อัตราเงินเฟ้อประกอบไปด้วย
1.แนวโน้มเงินเฟ้อ(underlying trend) ซึ่งสะท้อนแรงกดดันระดับราคาสินค้าและบริการ
2.ความผันผวนระยะสั้นที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเหวี่ยงออกจากแนวโน้มเป็นเวลาชั่วคราว ยกตัวอย่างเช่น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงเพราะการปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐ และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายไป ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็จะกลับมาสู่แนวโน้มเงินเฟ้อเดิม
สรุปว่าถ้ามีอัตราเงินเฟ้อมากขึ้นเรื่อยๆจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงไปเรื่อยๆและจะทำให้ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น แต่ถ้าอัตราเงินเฟ้อน้อยลงเรื่อยๆ
Deflation(เงินฝืด)
เงินฝืด มีปัจจัยการเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น การเพิ่มขึ้นของอุปทาน การหดตัวของอุปสงค์ การลดลงของต้นทุนจากปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยน หรือมาตรการปรับลดภาษี และการที่ปริมาณเงินหมุนเวียนมีไม่เพียงพอต่อขนาดของระบบเศรษฐกิจ
สรุปว่าถ้ามีอัตราเงินฝืดมากขึ้นเรื่อยๆจะทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย เพราะคาดว่าราคาจะลดลงอีกในอนาคต ส่งผลให้ยอดขายสินค้าตกลง กระทบต่อคำสั่งซื้อสินค้าจากโรงงาน ทำให้ผู้ประกอบการลดกำลังการผลิต หั่นค่าจ้างหรือลดพนักงาน ปัญหาจะย้อนกลับมาที่ภาคครัวเรือน ทำให้ผู้บริโภคมีเงินในกระเป๋าลดลงและยิ่งระมัดระวังการใช้จ่าย สินค้าก็ยิ่งขายไม่ออก กลายเป็นวัฏจักรหายนะทางเศรษฐกิจ

เปิดบัญชีกับเรา

เปิดบัญชีอนุพันธ์กับ Classic Ausiris Futures ผ่านทางหน้า Website : caf.co.th วันนี้ รับรางวัล 2 ต่อ

ต่อที่ 1 รับไปเลย บัตรกำนัลจาก Tesco Lotus 100 บาท
ต่อที่ 2 เมื่อมียอดสะสมการซื้อขาย TFEX 100 สัญญาขึ้นไปรับทันที บัตรกำนัลจาก Tesco Lotus อีก 1,000 บาท !!

เริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2561

กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ
หรือติดต่อหมายเลข 02 618 0808

ANNOUNCEMENT

TFEX ปรับหลักประกัน มีผลบังคับใช้ 14 กุมภาพันธ์ 2561
เรื่อง อัตราหลักประกันการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

SEMINAR CLASSIC AUSIRIS FUTURES

สัมมนาการลงทุน ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับหุ้น เพื่อการเลือกลงทุนอย่างชาญฉลาด
seminar classic ausiris futurres