ปัจจัยที่ตลาดกำลังกังวล?

 

บอกได้เลยว่าสัปดาห์นี้เหมือนจะมีแต่ปัจจัยดีๆ อย่างการประชุมสุดยอดระหว่างปธน.ทรัมป์และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่สิงคโปร์ ในเวลา 08:00 ตามเวลาประเทศไทย โดยจะเป็นการคุยกันก่อน 2 คนระหว่าง ทรัมป์กับคิม  และหลังจากนั้นเป็นประชุมในวงใหญ่ ทั้งนี้รายละเอียดในการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์ หลักๆอยู่ที่การสร้างกลไกการรักษาสันติภาพแบบถาวรและยั่งยืนบนคาบสมุทรเกาหลี โดยการปลดอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งการประชุมจบสวยๆเป็นไปได้ยากมากๆ เพราะผลประโยชน์อะไรที่จะทำให้ผู้นำเกาหลีเหนือ ปลดอาวุธนิวเคลียร์ที่เป็นไม้ตายก้นหีบ การที่จะผู้นำเกาหลีเหนือยอมผลประโยชน์ต้องมากจริงๆ และคนรับรองต้องน่าเชื่อถือด้วย ซึ่งเงื่อนไขของคนรับรอง อย่างปธน.ทรัมป์ ก็ใช้ที่เป็นผู้นำของประเทศที่ทรงอำนาจมากที่สุดในโลก แถมด้วยบุคคลที่พร้อมจะเปลี่ยนเงื่อนไขได้ทุกเมื่อ กำลังจะบอกว่าเชื่อถือไม่ได้ เพราะจากที่เห็นเดือน พ.ค. ทรัมป์มาเปลี่ยนเงื่อนไขการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนมาแล้ว ทำให้จีนยื่นคำขาดว่า “หากมีอะไรนอกเหนือการเจรจา จีนจะถือว่าการเจรจาที่ผ่านมาจะเป็นโมฆะ” ทรัมป์ถึงได้เงียบไป นี่คือเรื่องที่หนึ่งที่ตลาดกังวล

เรื่องที่สองสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับยูโรโซนและแคนาดา เพราะหลังจบการประชุม G7 ทรัมป์ได้สร้างปัญหาไว้เยอะพอสมควรไม่ว่าจะเป็น

  • สั่งตัวแทนสหรัฐฯไม่ให้การรับรองแถลงการณ์ร่วม G7 และทรัมป์ทวิตเตอร์บอกนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา “หลอกลวงและเหลาะแหละ” ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นการตอบโต้นายกรัฐมนตรีแคนาดาที่วิจารณ์การเก็บภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐฯ
  • การเดินหน้าของนายกรัฐมนตรีเยอรมนีที่ว่ายูโรโซนจะดำเนินมาตรการตอบโต้ภาษีเหล็กกล้าและอะลูมิเนียมของสหรัฐฯ เช่นเดียวกับแคนาดา พร้อมแสดงความเสียใจเกี่ยวกับการตัดสินใจแบบฉับพลันของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯในการถอนการสนับสนุนแถลงการณ์ร่วมของที่ประชุมสุดยอด G7
  • สหภาพยุโรป (EU) ประกาศว่า EU จะเริ่มเรียกเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าสหรัฐตั้งแต่เดือนหน้า โดย EU จะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐมูลค่า 3.4 พันล้านดอลลาร์ โดยสินค้าที่จะได้รับผลกระทบ รวมถึงเหล็ก, สินค้าเกษตร, เนยถั่ว และน้ำส้ม

 

เรื่องที่สามการคงอยู่ของอิตาลีในยูโรโซน โดยรมว.เศรษฐกิจอิตาลีคนใหม่ประกาศนโยบายอยู่ต่อกับยูโรโซนและในความสนใจต่อการลดระดับหนี้สิน พันธบัตรรัฐบาลอิตาลี แต่ดูเหมือนเป็นได้ยาก เพราะว่าการอยู่แบบนี้ไม่มีทำให้อิตาลีดีขึ้น ทำไมเรากล่าวแบบนี้ เนื่องจากในปี 2012 – 2018 หนี้สาธารณะของอิตาลีเพิ่มขึ้นมาถึง 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ในปี 2018 หนี้สาธารณะแตะที่ 2.77 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ คิดเป็นหนี้ต่อ GDP ถึง 138% นี่แสดงให้เห็นแล้วว่า นโยบายเดิมที่ทำมาไม่ได้สร้างประโยชน์ให้แต่กลับเพิ่มหนี้มากขึ้นด้วยซ้ำ ดังนั้นการใช้นโยบายเดิมถือเป็นการไม่ฉลาดเท่าไร และจะสร้างหนี้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงในอนาคตจะทำให้เพิ่มจำนวนประชากรที่มีความคิดจะออกมาจากยูโรโซนมากขึ้น

 

ทั้งนี้ปัจจัยที่ตลาดกังวลส่วนมากมาจากผู้ชายที่ชื่อ “ทรัมป์” และปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดสิ่งที่ตลาดกำลังกังวลและการความกังวลจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มสินทรัพย์ที่เป็น Safe Haven อย่างพันธบัตรรัฐบาล และทองคำ

 

แหล่งข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ :

  • Aspen
  • Bisnews

 

จัดทำโดย
นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์
นักวิเคราะห์ด้านการลงทุนปัจจัยพื้นฐานสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ตำแหน่งนักวิเคราะห์อาวุโส
บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด