1.มองที่ภาพใหญ่ก่อน

สิ่งที่สำคัญสิ่งแรกคือเราต้องมองที่ภาพใหญ่ก่อน นักลงทุนควรจะรู้ว่า ขนาดหน้าตักหรือพอร์ตการลงทุน ซึ่งก็คือจำนวนเงินที่ควรลงทุนนั้น เป็นเงินทั้งหมดเท่าไหร่
ขั้นตอนแรก คือ ลองลิสต์ค่าใช้จ่ายของตัวเอง ว่ามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนและต่อปีอย่างไรบ้าง
ขั้นตอนที่สอง คือ นำค่าใช้จ่ายมาคำนวณเป็นขนาดหน้าตัก

ซึ่งวิธีการคำนวณขนาดหน้าตักนั้นจะต่างกัน เพราะมีการแบ่งประเภทเทรดเดอร์เป็น 2 แบบคือ
1.เทรดเดอร์มือใหม่ ที่ยังไม่เคยเข้าตลาดแบบจริงจัง คุณกอล์ฟแนะนำให้นำรายจ่าย คูณ 50
2.เทรดเดอร์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องและต้องการออกจากงานมาเป็น Full time trader คุณกอล์ฟแนะนำให้นำรายจ่าย คูณ 20-30

เพื่อจะได้คำนวณหน้าตักขั้นต่ำหรือจำนวนเงินที่เหมาะสมสำหรับการลงทุน เพราะเทรดเดอร์มือใหม่มีโอกาสทำกำไรได้ต่ำกว่าเทรดเดอร์ผู้เชี่ยวชาญ และกำไรที่ทำได้อาจไม่ครอบคลุมภาระค่าใช้จ่าย จึงทำให้ต้องลงทุนเยอะกว่า

ตัวอย่าง การลิสต์ค่าใช้จ่ายของคุณกอล์ฟ

*** สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องเงินสดสำรองสำหรับ 1-2 ปี ในกรณีสำหรับมือใหม่ที่ยังอาจไม่สามารถทำกำไรได้ในช่วงแรก ไม่ควรดึงเงินจากพอร์ตหรือหน้าตัก และ 6 เดือน – 1 ปี สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ สำหรับกรณีตลาดอาจจะไม่ผันผวนพอสำหรับการทำกำไรในตลาด TFEX

หลังจากคำนวณค่าใช้จ่ายของตัวเองแล้ว ก็นำค่าใช้จ่ายมาคูณ 20-30 หรือ 50 ตามประเภทของเทรดเดอร์ ก็จะได้ขนาดหน้าตักหรือพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมนั่นเอง

นอกจากนี้คุณกอล์ฟยังได้แนะนำการจัดพอร์ตการลงทุนหรือหน้าตัก โดยนำตัวอย่างพอร์ตของคุณกอล์ฟเอง มาเล่าให้ทุกคนฟัง

ตัวอย่าง การลิสต์ค่าใช้จ่ายของคุณกอล์ฟ

  • พอร์ต TFEX ของคุณกอลฟ์ ถ้าเป็นระยะสั้นจะเน้นที่การสร้างcash flow ถ้าเป็นระยะยาวจะเป็นในเรื่องของพอร์ตหุ้น
  • มีการลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น cryptocurrency port ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงและมีผลตอบแทนสูงเช่นกัน
  • เงินสดสำรอง ในกรณีที่ช่วงนั้นตลาดไม่เหมาะกับการเทรด เพื่อรักษาสภาพคล่อง
  • ประกัน สำหรับเรื่องที่ไม่คาดคิด เพื่อไม่เสียเสถียรภาพทางการเงินของพอร์ต เช่น ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต
  • ด้านจิตใจ เช่น การลงทุนในบ้านในรถ เพื่อความสุขของตนเองและคนในครอบครัว
“สิ่งสำคัญที่สุดต้องจัดพอร์ตให้สอดคล้องกับความสุขของเรา ถ้าลงทุนไปแล้วรับความเสี่ยงและความผันผวนไม่ไหว ก็ไม่ควรลง” – คุณปิยพงศ์ อินทรปาน