ท่านนักลงทุนคงคุ้นเคยกับ “เงินเฟ้อ” เป็นอย่างดีนะครับสำหรับท่านที่ยังสงสัยอยู่เราขออธิบายสั้นๆ เลยครับว่าเงินเฟ้อหมายถึงการที่ “ระดับราคา” (Price Level) ของสินค้าโดยทั่วไปปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถ้าพูดกันในเชิงเปรียบเทียบก็คือเงินที่เราถืออยู่มีมูลค่าลดลงหรือต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อซื้อของในปริมาณเท่าเดิม ทั้งนี้เงินเฟ้อเกิดได้จากทั้งปัจจัยทางด้านอุปสงค์และปัจจัยทางด้านอุปทาน โดยกรณีที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปสงค์หรือเงินเฟ้อที่เกิดจากความต้องการสินค้าและบริการที่มากขึ้นเราเรียกว่า Demand-pull Inflation ส่วนกรณีที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทานหรือเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปทานที่ลดลงหรือการขาดแคลนทรัพยากรในการผลิตทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเรียกว่า Cost-push Inflation

มาถึงประเด็นการ “ว่างงาน” กันบ้าง … การว่างงานถือเป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจตัวหนึ่งที่บ่งบอกถึงสภาพทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะในช่วงเติบโต(ขยายตัว)และซบเซา(ตกต่ำ)เนื่องจากสองช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่วัดง่ายที่สุดในวัฏจักรเศรษฐกิจ ทั้งนี้หากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขยายตัวการว่างงานมีแนวโน้มต่ำในทางตรงข้ามหากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงตกต่ำการว่างงานมีแนวโน้มสูงขึ้นแปรผกผันกัน

ที่นี้มาพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อและการว่างงานกันบ้าง…ในทางทฤษฎี (Phillips Curve) ได้ให้ข้อสรุปไว้ว่าถ้าอัตราเงินเฟ้อมีระดับสูงอัตราการว่างงานจะมีระดับต่ำและถ้าอัตราเงินเฟ้อมีระดับต่ำอัตราการว่างงานจะมีระดับสูง(ฟังดูแปลกๆ แต่ทฤษฎีในช่วงแรกๆ พิสูจน์ออกมาเป็นแบบนั้น) โดยที่เป็นเช่นนี้เพราะช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขยายตัวผู้ผลิตขยายกำลังการผลิตมากขึ้นนั้นเอง เเต่อย่างไรก็ตามข้อสรุปดังกล่าวก็ไม่ถูกต้องเสมอไปเมื่อในเวลาถัดมาไม่สามารถอธิบายภาวะเงินเฟ้อพร้อมการว่างงานได้ซึ่งประเด็นดังกล่าวสร้างความปวดหัวให้นักเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างยิ่งเพื่อที่จะเเก้ไขปัญหาก่อนที่จะเกิดปัญหา Stagflation ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจตกต่ำพร้อมเผชิญอัตราเงินเฟ้อและการว่างงาน เรียกได้ว่า “ข้าวยากหมากแพงงานการก็หายาก”…ก็ภาวนาอย่าให้เกิดภาวะดังกล่าวอีกเลยนะครับ