สรุปภาพรวมตลาดหุ้นยุโรป-สหรัฐ ประจำวันที่ 21 พฤศจิกายน 2017

               – หุ้นฮ่องกงปิดพุ่งขึ้นมากที่สุดในวันเดียวในรอบ 7 สัปดาห์ในวันนี้  ดัชนีฮั่งเส็งปิดพุ่งขึ้น 557.76 จุด หรือ 1.91% สู่ระดับ 29,818.07

            – ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2007 ในวันนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งของหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามพุ่งขึ้น 2.5% สู่ 926.45 ในระหว่างวัน ซึ่งถือเป็นการพุ่งขึ้นรายวันครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 16 เดือน

            – ดอลลาร์ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 1 สัปดาห์เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินสำคัญในวันจันทร์ ขณะที่ยูโรอ่อนค่าลงจากความเสี่ยงทางการเมืองที่เกี่ยวกับความล้มเหลวของนายกรัฐมนตรีแองเจลา เมอร์เคลในการจัดตั้งรัฐบาลผสม 3 พรรค  ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 94.104 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย.

            – สัญญาน้ำมันปาล์มมาเลเซียร่วงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันมาที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่กลางเดือนส.ค.จากการคาดการณ์ว่า การนำเข้าของอินเดียจะลดลง หลังจากอินเดียได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์ม สู่ระดับ 30% จากระดับ 15% และเพิ่มภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์สู่ระดับ 40% จาก 25%

            – กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฟ้องร้องบริษัทเอทีแอนด์ที อิงค์ในวันจันทร์เพื่อสกัดกั้นความพยายามของเอทีแอนด์ที ในการเข้าซื้อบริษัทไทม์ วอร์เนอร์ อิงค์ในวงเงิน 8.54 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยกระทรวงยุติธรรมระบุว่า ข้อตกลงนี้อาจส่งผลให้มีการปรับขึ้นราคาสำหรับบริษัทคู่แข่งและลูกค้าเพย์ทีวี และเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาวิดีโอออนไลน์

            – กระทรวงการต่างประเทศของจีนเปิดเผยว่า ทางกระทรวงหวังว่าทุกฝ่ายจะสามารถมีส่วนสนับสนุนเพื่อยุติปัญหาในคาบสมุทรเกาหลีได้โดยใช้สันติวิธี หลังจากที่สหรัฐได้ขึ้นบัญชีเกาหลีเหนือกลับสู่รายชื่อผุ้สนับสนุนระดับรัฐต่อการก่อการร้าย

            – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐได้ขึ้นบัญชีเกาหลีเหนือในรายชื่อประเทศผู้สนับสนุนระดับรัฐต่อการก่อการร้ายอีกครั้งเมื่อวานนี้ ซึ่งจะทำให้สหรัฐสามารถบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรมากขึ้นได้ และเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสถานการณ์ตึงเครียดกรณีโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ
            –พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้โครงการก่อสร้างทางสายหลัก 4 ช่องทางจราจร ระยะที่ 2 ทางหลวงหมายเลข 22 ช่วงอ.หนองหาน-อ.พังโคน ,ช่วงสกลนคร-นครพนม และทางหลวงหมายเลข 23 ช่วงร้อยเอ็ด-ยโสธร กรอบวงเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 6.81 พันล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลังกู้เงินในนามรัฐบาล จากธนาคารพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) วงเงิน 99.40 ล้านดอลลาร์ “สำหรับการกู้ครั้งนี้ ภายใต้กรอบวงเงิน 6,808 ล้านบาท โดยใช้เงินกู้และเงินงบประมาณอัตราส่วน 50:50 ซึ่งครั้งนี้กระทรวงการคลังได้ขอกู้เต็มวงเงิน เพื่อต้องการปิดความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เพราะสถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอน” พล.ท.สรรเสริญ กล่าวแถลงข่าว สำหรับอายุการกู้เงินกำหนด 13 ปี ระยะปลอดดอกเบี้ย 3 ปี สำหรับอัตราดอกเบี้ยคิดที่ 6MLIBOR บวก Spread-Rebate ต่อปี ตามประกาศของเอดีบี ณ 11 ก.ค.60 คิดส่วนต่างหรือ Spread M 0.5% ต่อปี ลดส่วนลดสำหรับประเทศสมาชิก

ที่มาของข้อมูล:bisnews