วงจรเงินเฟ้อและเงินฝืด

ถ้าเข้าใจง่ายๆ เงินเฟ้อ หมายถึง ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้วสูงขึ้นและส่งผลต่อเศรษฐกิจตามรูปวงจรเงินเฟ้อ

ขณะที่เงินฝืด คือ ภาวะการณ์ที่ระดับราคาสินค้าและบริการลดลงอย่างต่อเนื่องและส่งผลต่อเศรษฐกิจตามรูปวงจรเงินฝืด

 

เงินเฟ้อไทยมาจากไหน

เงินเฟ้อไทยมาจากปัจจัยด้านอุปทานและปัจจัยภายนอกประเทศ

-ปัจจัยด้านอุปทาน คือ การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำต่อเนื่องโดยไม่คำนึงถึงศักยภาพแรงงาน จึงสร้างภาระรายจ่ายผูกพันภาครัฐ และการแทรกแซงกลไกตลาดได้สร้างความไม่สมดุลในระบบเศรษฐกิจ กล่าวคือ การแทรกแซงค่าจ้างแรงงาน โดยกำหนดให้เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำต่อเนื่องอย่างไม่สอดคล้องกับศักยภาพของแรงงาน ปัจจัยนี้ส่งให้เงินเฟ้อและทำให้ประเทศมีรายได้ที่ลดลง เนื่องจากประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เพราะต้นทุนแรงงานต่อหน่วย (Unit Labor Cost) ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงค่าจ้างเทียบกับการเปลี่ยนแปลงผลิตภาพของแรงงานเพิ่มขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง  ผลิตภาพของแรงงาน(Labor Productivity) เพิ่มขึ้นช้ากว่าการปรับตัวของค่าจ้างมาก ความสามารถในการแข่งขันจึงอยู่ในระดับต่ำที่สุด

-ปัจจัยภายนอกประเทศ คือ น้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตหลักของภาคอุตสาหกรรมและการคมนาคม เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นนอกจากจะทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นโดยตรงแล้ว โรงงานและธุรกิจต่างๆ ยังต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ผู้ผลิตทั้งหลายไม่สามารถแบกรับภาระดังกล่าวและจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้า จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นในที่สุด ที่สำคัญ ทุกครั้งที่อัตราเงินเฟ้อไทยพุ่งสูงกว่า ร้อยละ 10 สาเหตุมักจะมาจากปัจจัยด้านอุปทานเสมอ เช่น วิกฤติการณ์น้ำมันโลกครั้งที่1 และ 2 ซึ่งท้าให้อัตราเงินเฟ้อไทยในปี 1973 และ1980 เร่งขึ้นถึงร้อยละ 18 และ 16 ตามลำดับ การที่ปัจจัยด้านอุปทานจากต่างประเทศสามารถกระชากเงินเฟ้อไทยให้เคลื่อนไหวรุนแรงอาจส่งผลต่อความรู้สึกของคนค่อนข้างมากนอกจากนี้ เหตุที่ทำให้น้ำมันแพงกลับเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น ปัญหาทางการเมืองในประเทศผู้ผลิตน้ำมัน และ ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของประเทศเกิดใหม่ขนาดใหญ่ เช่น จีน และ อินเดีย เป็นต้น ดังนั้น

สำหรับเศรษฐกิจเล็กและเปิดอย่างไทย เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานและปัจจัยภายนอกประเทศเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้

เราสามารถแบ่งเงินเฟ้อจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็น 2 ส่วนคือ

(1) เงินเฟ้อที่เกิดจากความนึกคิดหรือการคาดการณ์ของคน (หรือที่เรียกว่า“เงินเฟ้อคาดการณ์”)

เช่น ถ้าคนคิดว่าราคาสินค้าในอนาคตจะปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ผู้บริโภคก็จะรีบใช้จ่ายเพื่อกักตุนสินค้า ผู้ผลิตก็จะชิงขึ้นราคา แรงงานก็จะกดดันให้ขึ้นค่าจ้าง ท้าให้เงินเฟ้อที่เคยเป็นเพียงการคาดการณ์กลายเป็นเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริงในที่สุด

(2) เงินเฟ้อที่เกิดจากความต้องการซื้อที่มากกว่าความสามารถในการผลิตของระบบเศรษฐกิจ (หรือที่เรียกว่า “อุปสงค์ส่วนเกิน”) เช่นในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันโลกครั้งที่ 2 ในปี1976-79 และในช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี1988-96  ซึ่งเป็นช่วงที่ปราศจากแรงกดดันด้านอุปทาน แต่เศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วผู้คนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้นและต้องการจับจ่ายใช้สอย ขณะที่สินค้าผลิตไม่ทันกับความต้องการ ในภาวะเช่นนี้ ไม่ว่าพ้อค้าแม้ค้าจะขึ้นราคาสินค้าเพียงใดก็ยังขายได้ ราคาสินค้าจึงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในที่สุด