(P/E Ratio) หรือ Price-Earnings Ratio คือ อัตราส่วนราคาต่อกำไร

P ย่อมาจาก Price คือ ราคา ,ส่วน E ย่อมาจาก Earning คือ กำไร

ค่า P/E ถ้าใช้วิเคราะห์จะช่วยบอกให้เราทราบว่า นักลงทุนต้องจ่ายเงินเท่าไรเพื่อให้ได้กำไร 1 บาท

ตัวอย่าง หุ้น ก ราคา 200 บาท  บริษัทมีผลกำไรต่อหุ้นใน 4 ไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 30 บาท

ค่า P/E ที่คำนวนได้จะเท่ากับ 200/30 = 6.67

แสดงว่า นักลงทุนต้องจ่ายเงิน 6.67 บาท เพื่อให้ได้กำไร 1 บาท ต่อปี

สองปัจจัย ที่ควรนำมาคำนึงถึงในการคำนวน P/E

  1. อัตราการเติบโตของบริษัท : เนื่องจากค่า P/E เป็นการนำข้อมูลในในอดีตมาใช้ แต่สำหรับบางบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงนั้น จำเป็นต้องคิดคำนึงถึงเปอร์เซ็นต์การเติบโตด้วย เพราะหากใช้ P/E ในอดีต จะดูเหมือนว่า หุ้นนั้น ๆ มี P/E ที่สูงมาก ไม่น่าลงทุน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว ราคาของหุ้นยังน่าลงทุนอยู่
  2. กลุ่มอุตสาหกรรม : เนื่องด้วยแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม มีการเติบโตที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค จะมีการเติบโต ต่ำกว่า หุ้นบริษัทเทคโนโลยี

ดังนั้น หากท่านนำค่า P/E ของบริษัท 2 บริษัท ที่อยู่คนละกลุ่มอุตสาหกรรม มาเทียบกัน ก็จะได้รับข้อมูลค่าเคลื่อน ยกตัวอย่าง เช่น

หุ้น A อยู่กลุ่มสื่อสาร มีค่า P/E  20  ในขณะที่หุ้น B อยู่ในกลุ่มโรงพยาบาล มีค่า P/E 15  หากเปรียบเทียบกันแล้ว หุ้น B จะดูน่าลงทุนมากกว่า

แต่เมื่อไปเทียบในกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจสื่อสารแล้ว พบว่า P/E เฉลี่ย มากกว่า 30

ในขณะที่กลุ่มโรงพยาบาล P/E ส่วนใหญ่ อยู่ที่ 5

แสดงให้เห็นว่า ในกลุ่มสื่อสาร หุ้น A ยังน่าลงทุนอยู่ ในขณะที่หุ้น B นั้นมีค่า P/E สูงกว่าบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ข้อเสียของการใช้ P/E มาวิเคราะห์

1.กำไรต่อหุ้น ที่อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง

2.สภาวะที่อัตราเงินเฟ้อสูงอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้ธุรกิจที่มีสินค้าคงคลังจำนวนมาก ดูเหมือนจะมีค่า P/E ต่ำ เพราะ EPS(กำไรต่อหุ้น) สูง แต่เมื่อสินค้าดังกล่าวหมดไป แนวโน้ม EPS(กำไรต่อหุ้น) ในอนาคต ก็อาจจะลดลง ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

3.หุ้นที่มีค่า P/E ต่ำ ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นหุ้นที่อยู่ในช่วงราคาที่เหมาะสมต่อการลงทุนเสมอไป เพราะบางบริษัทที่ถูกคาดการณ์ว่าจะมีอัตรากำไรในอนาคตที่ต่ำลง ราคาหุ้นก็จะลดลงก่อน ทำให้ P/E ต่ำ