1.ทรัมป์

– America First ที่ทรัมป์เคยหาเสียงไว้ว่าจะลดการขาดดุลการค้า ด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจทั้งสหรัฐฯและคู่ค้า ชะลอตัวไปพร้อมกัน(+ทอง)

– เริ่มมีการสืบสวนใกล้ตัวทรัมป์มากขึ้นทุกที ในประเด็นสั่งปลดนายเจมส์ โคมีย์ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการเอฟบีไอในวันที่ 9 พ.ค.หลัง นายเจมส์ โคมีย์สอบสวนคดีที่ว่ารัสเซียอาจแทรกแซงการเลือกตั้งของ

สหรัฐฯ ทำให้สภาสหรัฐฯเห็นถึงความไม่ชอบมาพากลและได้ตั้งนายมึลเลอร์อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ เป็นผู้นำการสอบสวนคดีดังกล่าวต่อ ซึ่งสัปดาห์ก่อนนายจอร์จ ปาปาดูปูลอส อดีตที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศในทีมงานหาเสียงของทรัมป์ รับสารภาพต่อพนักงานสืบสวน ว่าพบกับหญิงชาวรัสเซียคนหนึ่ง ที่กรุงลอนดอน เมื่อเดือนมี.ค. ปี2016 และหญิงคนกล่าวดังยื่นข้อเสนอเป็น “ข้อมูลสกปรก” เกี่ยวกับนางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งของทรัมป์ ดูเหมือนว่าเก้าอี้ของทรัมป์ถูกหั่นไปหนึ่งขาซะแล้ว และสงสัยว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 อาจอยู่ไม่ครบวาระ(+ทอง)

-ทรัมป์มีแนวโน้มที่จะถอนตัวจากข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือ NAFTA เพราะมีการเจรจาเรื่องข้อตกลงดังกล่าวมา 4 ครั้งยังไม่เป็นที่น่าพอใจของสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯคิดที่จะถอนตัว ทั้งนี้โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า ทรัมป์ อาจนำสหรัฐฯถอนตัวออกจากข้อตกลง NAFTA ในช่วงต้นปี 2561 หากสหรัฐฯไม่สามารถบรรลุการเจรจาปรับปรุงข้อตกลงฉบับนี้ร่วมกับเม็กซิโกและแคนาดาได้

 

2.เกาหลีเหนือ

-ประเทศที่ชอบทดลองอาวุธทุกวันสำคัญของชาติตนเอง และยิ่งที่ตอนนี้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ(UNSC) มีมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือด้วยการห้ามเกาหลีเหนือออกสินค้าต่างถึง 90% เพื่อเป็นการลงโทษที่ยังทดลองอาวุธนิวเคลียร์ตลอด ยิ่งเป็นประเด็นที่ทำให้เกาหลีเหนือยืนยันว่าจะทดลองอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป

3.ประธาน FED คนใหม่

-วุฒิสภาสหรัฐเตรียมประกาศรับรอง “พาวเวล”สายพิราบ เป็นประธานเฟดคนใหม่วันที่ 28 พ.ย.นี้

นายเจอโรม พาวเวลมีแนวโน้มขึ้นนั่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)แทนนางเจเน็ต เยลเลน ที่จะหมดในเดือน ก.พ. 2018 เปิดประวัติ เจอโรม พาวเวล ที่จะได้นั่งประธานเฟด โดยเขาเป็นคนแรกในรอบ 30 ปี ที่เป็นประธานเฟดไม่ได้จบจากสาขาเศรษฐศาสตร์ แต่ไปจบสาขาการเมืองจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และต่อด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ทั้งนี้ตำแหน่งก่อนหน้านี้ของเขา คือ ผู้ว่าการเฟด โดยนายบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้เสนอชื่อ โดยเขาดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการผู้ว่าการมาตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. 2555 บอกเลยพิราบตัวนี้คงไม่ทำให้ทรัมป์ผิดหวังอย่างแน่นอน เนื่องจากมีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยแบบ Slow life(แบบค่อยเป็นค่อยไป)+ทอง

4.ประธาน BOJ คนใหม่

ซึ่งนายฮารุฮิโกะ คุโรดะที่ผู้นำทางการเงินอยู่จะสิ้นสุดวาระเดือนเม.ย. 2018 แต่มีการตั้งคำถามว่านโยบายที่ทำอยู่มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ เพราะการใช้นโยบายของเขายังไม่มีทีท่าว่าจะทำให้ญี่ปุ่นหลุดจากสภาวะเงินฝืดได้เลย นับได้ว่าหากมีการเปลี่ยนตัวจริงๆคงได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่กว่าที่เคยผ่านมา เพื่อทำให้ญี่ปุ่นหลุดจากสภาวะเงินฝืด(การเพิ่มนโยบายมองเป็น+ทอง)

5.วิกฤตทางการเงิน

วิกฤตทางการเงินอยู่คู่กับนักลงทุนเสมอมาไม่ว่าจะเป็น Great Depression ของสหรัฐฯ ค.ศ. 1929 ,วิกฤตซับไพร์มของสหรัฐฯ ค.ศ.2008 ,วิกฤตเศรษฐกิจกรีซ ค.ศ.2009 ซึ่งวิกฤตต่างๆ มักมีจุดเริ่มต้นมาจากการปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีคุณภาพมากเกินไป

แล้วทำไมประเทศต่างๆถึงต้องปล่อยสินเชื่อมากๆ เพราะอยากให้เศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัว เพื่อสร้างความน่าเชื่อ และจะทำให้เกิดความน่าลงทุนในสายตาของนักลงทุนต่างชาตินั่นเอง

แล้วในตอนนี้มีปัจจัยอะไรที่น่าเป็นกังวลมีอะไรบ้าง

ปัจจัยที่หนึ่ง Brexit จุดเริ่มต้นจากปี 2016 UK ทำประชามติเพื่อแยกตัวออกจาก EU ซึ่งผลในครั้งนั้นทำให้ UK แยกตัวได้เสร็จ แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งใหม่ เพราะมีการประเมินว่าการแยกตัวดังกล่าว มีโอกาสทำให้แรงงานของอังกฤษที่อยู่ในยุโรปตกงานมากถึง 1,200,000 ตำแหน่ง และการที่ชาวอังกฤษตกงานในจำนวนมากขนาดนี้จะทำให้ GDP ของ UK หดลง 1.21% ถึง 4.48%

ปัจจัยที่สอง การขยายตัวของหนี้ NPL หรือหนี้ที่ไม่ทำให้ก่อรายได้ของประเทศอินเดีย เพราะอินเดียมีหนี้ NPL เพิ่มขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัวในสองปีที่ผ่านมาตามา

ปัจจัยที่สาม จีนที่กำลังจะซ้ำรอยสหรัฐฯเพราะในปัจจุบัน บริษัทเอกชนในจีนมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้น แต่สัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารท้องถิ่นมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงคล้ายกับการเกิด ซับไพร์มของสหรัฐฯ

6.ECB ลด QE

การลดขนาดวงเงินที่จะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล จะเริ่มต้นลดการอัดฉีดปริมาณเงินต่อเดือนลงเหลือ 3 หมื่นล้านยูโร ในเดือนมกราคม 2018 จนถึงเดือนกันยายน 2018 (เม็ดเงินที่ลดลงอาจเป็นให้เศรษฐกิจรวมของยูโรโซนชะลอตัว +ทองคำ)

 

7.เลือกตั้งรัสเซีย โดยการเลือกตั้งประธานาธิบดีและคาดว่าวลาดีมีร์ ปูติน จะได้ครอบตำแหน่งนี้ (+/-ทองคำ)

 

8.เลือกตั้งวุฒิสภา และผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ

จุดเริ่มต้นของกระแสการเมืองสหรัฐฯที่กำลังจะเปลี่ยนไปและในปี 2018 จะมีการเลือกตั้งกลางสมัย กล่าวคือสภาคองเกรสสหรัฐฯประกอบด้วย 2 สภาคือ สภาสูงและสภาผู้แทนราษฎร โดยสภาสูงมีจำนวนมาชิกทั้งสิ้น 100 คน ซึ่งมาจากมลรัฐละ 2 คน และ 1 ใน 3 ของสมาชิกสภาสูงจะต้องเลือกตั้งใหม่ทุก 2 ปี(33 คน)

ส่วนสภาผู้แทนสภาราษฎร มีจำนวนมาชิกทั้งสิ้น 438 คน โดยมาจากสัดส่วนจำนวนประชากรของแต่ละมลรัฐมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เท่ากัน โดยจะมีการเลือกตั้งใหม่ครึ่งหนึ่งในทุกๆ 2 ปี(219 คน)

โดยการเลือกตั้งดังกล่าวอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยในตอนนี้พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา ซึ่งการเลือกตั้งนี้อาจทำให้พรรคเดโมแครต ครองเสียงข้างมากก็ได้

 

เขียนโดย นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์