ตามปกติเเล้วประเด็นความมั่นคงทางการเมืองไม่ว่าจะภายในประเทศหรือว่าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นมักเป็นปัจจัยหลักที่หนุนการปรับขึ้นของตลาดทองคำอย่างมีนัยสำคัญตลอดมาจนเรียกได้ว่าอาจเป็นมากกว่าสมมติฐานไปเเล้วเเต่ในปัจจุบันก็เป็นที่น่าเเปลกใจเหมือนกันนะครับว่าทำไมประเด็นเหล่านี้ตลาดทองคำถึงไม่ค่อยตอบรับในเชิงบวกเสียเท่าใดหรือว่านักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มมีจิตใจที่นิ่งดั่งหินผาไม่รับกระทบปัจจัยเเวดล้อมใดๆ เลยใครจะระเบิดอะไรกันที่ไหนก็ไม่รู้สึก? เด็นนี้คงไม่ใช่ …

       กลับมาดูที่ความมั่นคงกันว่ามันคืออะไรทำไม่ตลาดต้องตอบรับด้วย? ความมั่นคงในที่นี้เราหมายถึง National Security หรือความมั่นคงเเห่งรัฐรวมไปถึงความมั่นคงในระดับเหนือรัฐฯ International Security นั้นเองสรุปกันเเบบไม่ต้องเสียเวลาเลยก็คือความอยู่รอดปลอดภัยเเละการตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างเหมาะสม (Readiness to threat) ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานด้านความมั่นคงเราจะเรียกรวมๆ จากการบูรณาการว่าประชาคมความมั่นคงเเละประชาคมข่าวกรองก็ได้นิยามภัยคุกคามรูปแบบใหม่ขึ้นมานอกเหนือจากภัยคุกคามทหารทหารหรือที่เราเรียกว่าภัยคุกคามเเบบดั่งเดิม Traditional Threats ซึ่งหมายรวมถึงความมั่นคงในเขตเเดน อาหาร สวัสดิภาพ สิ่งเเวดล้อมฯ ซึ่งจะขอละไว้เท่านี้

       ทีนี้มาดูกันที่ตลาดทองคำกันบ้าง ตลาดทองคำถือเป็นเเหล่งพักเงินสากลที่ทุกชาติศาสนาเเละทุกยุคทุกสมัยต่างลงความเห็นตามค่านิยมเหมือนกันว่าสามารถเก็บมูลค่าได้เป็นอย่างดี ดังนั้นตามปกติเมื่อเกิดภัยคุกคามขึ้นไม่ว่าจะเป็นรูปเเบบใดเช่น ระเบิดก่อการร้าย น้ำถ่วม อาหารหมดฯ ล้วนดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทองคำ เเต่กระนั้นก็ไม่เสมอไปเพราะล่าสุดการก่อการร้ายสองเเห่งในนิวยอร์คหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์รับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล ตลาดทองคำกลับไม่ตอบสนองในทางบวกเลยทั้งที่ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่รุนเเรงพอสมควรอย่างน้อยที่สุดก็ถือว่ากระตุกหนวดเสือหนวดอินทรีกลางเมืองนิวยอร์ค มันเกิดอะไรขึ้น? อันนี้ถือว่ายากเกินวิสัยเเละคงจะเดากันไปไกลเเต่ข้อสรุปก็คือเมื่อสมมติฐานที่เคยเป็นเริ่มมีความสำคัญลดลงสู่ระดับความเชื่อเราจะดำเนินการเเละวางกลยุทธ์อย่างไรประเด็นนี้น่าสนใจมากกว่าดังนั้นการลงทุนโดยป้องกันความเสี่ยงผ่านตราสารอนุพันธ์ไม่ว่าจะเป็นฟิวเจอร์สหรือออปชั่นล้วนมีความน่าสนใจมากกว่าการเก็งกำไรเพียงเฉพาะเเต่ในทิศทางเท่านั้นนะครับ