ทองคำเป็นธาตุ (Atom) ลำดับที่ 79 สัญลักษณ์ทางเคมี Au (Aurum) ซึ่งได้มีบทบาทในฐานะสินทรัพย์ทางการเงินโดยสามารถแบ่งเป็น 3 ยุคใหญ่ๆ ดังนี้

 

ยุคที่หนึ่ง ทองคำเป็นสื่อกลางกับสินค้าอื่นๆ (ค.ศ 1800-1943)

ยุคนี้ทองคำใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย-ลงทุนระหว่างประเทศต่างๆ แทนการนำสินค้ามาแลกกับสินค้าโดยตรง

 

ยุคที่สอง Gold Standard (ค.ศ 1944-1970)

ในยุคนี้ทองคำเป็นค่าคงที่ของเงิน โดย ระบบเบรตตันวูดส์เป็นระบบอัตราแลกเปลื่ยนแบบตายตัว (Fixed Exchange Rate System) กำหนดให้ทองคำ 1 ออนซ์เท่ากับ 35 ดอลลาร์สหรัฐฯ ระบบเบรตตันวูดส์ เกิดจากแฮร์รี่ ไวท์ (Harry D. White) ผู้แทนสหรัฐอเมริกาเสนอหลักการใช้ระบบอัตราแลกเปลื่ยนแบบตายตัวในที่ประชุมนานาชาติเพื่อจัดระเบียบการเงินระหว่างประเทศ ณ เมืองเบรตตันวูดส์ มลรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ประเทศสหรัฐ โดยให้กองทนุการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) ทำหน้าที่ดูแลให้การเงินระหว่างประเทศมีเสถียรภาพ

ประเทศต่างๆ จะต้องมีทองคำสำรองเพื่อที่จะสามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ในประเทศ การที่มีทองคำสำรองมากๆ จะทำให้สถานภาพทางการเงินมีเสถียรภาพที่มากขึ้น

ในกรณีที่ผู้ถือธนบัตรเกิดความแคลงใจว่าธนบัตรที่ตนถือมีแนวโน้มว่าจะด้อยค่าค่า ที่ผู้ถือธนบัตรจะนำธนบัตรไปแลกทองคำกับรัฐบาลของประเทศที่สร้างธนบัตรนั้นๆ

 

ยุคที่สาม US Dollar Standard (ค.ศ 1971-ปัจจุบัน)

จุดเริ่มต้นของยุคนี้ คือ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็นสกุลเงินสากล ในขณะที่สหรัฐฯ เข้าสู่สงครามเวียดนามสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวลดลง ทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า หลายประเทศที่ถือเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ เกิดความสงสัยว่า สหรัฐฯ พิมพ์ธนบัตรออกมาใช้มากกว่าทองคำที่เป็นทุนสำรองอยู่หรือไม่ จึงนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแลกทองคำกลับมา และแน่นอนว่าสหรัฐฯไม่สามารถหาทองคำให้แลกคืนได้พอ  นายริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้นได้ประกาศ ยุติการยึดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไว้กับทองคำที่ 35 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับทองคำ 1 ออนซ์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แปรผกผันต่อราคาทองคำในเป็นส่วนมาก

 

ส่วนปัจจัยที่มีนัยสำคัญและเป็นตัวชี้วัดการเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำด้วย ได้แก่

  1. ภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
  2. การใช้นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)