กล่าวได้เลยว่าปริมาณความต้องการทองคำ Q 3/2017 ดังนี้

โดยสรุปความต้องการทองคำรวมกันของทั้ง 4 กลุ่ม อยู่ที่ 915 ตัน ซี่งน่าตกใจกว่าเพราะตัวเลขใน Q 3 ออกมาชะลอตัวลง และหมายความว่าปริมาณการต้องการทองคำใน Q3 ลดลงนั่นเอง เรามาดูกันว่า ลดเยอะขนาดไหนกันแน่

จากตัวเลขที่ออกมาจะสังเกตได้ว่า Jewellery ,Investment และ Central banks & other inst. มีความต้องการที่ลดลง แต่ตัวเลข Technology เป็นตัวเลขเดียวที่มีการขยายตัว โดยสรุปรวมความต้องการทองคำ Q3/17 ทุกภาคอยู่ที่ 915 ตัน และใน Q2/17 อยู่ที่ 953.4 แสดงให้เห็นแล้วว่าความต้องการทองคำลดลงถึง 38.3 ตัน แต่ที่น่าแปลกใจเนื่องจากราคาทองคำในช่วง Q2/17 ถึง Q3/17 มีการปรับขึ้น $38 จบ Q3/17 ที่ $1,279 ถือว่าเป็นการสวนทางกับปริมาณความต้องการทองคำใน Q3/17 เป็นอย่างมาก

คำถามคือ แล้วอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นใน Q3/17

ตอบได้ไม่ยาก สาเหตุที่ทำให้ราคาทองคำขึ้นนั้น อยู่ที่ 3 ประเด็นหลัง

1.ประเด็นกีดกันการค้าของจีนที่นำโดยทรัมป์ยิงกระสุนนัดแรกในสงครามการค้ากับจีน นำไปสู่การใช้กฎหมาย มาตรา 301 เพื่อหาเรื่องกับจีน ส่วนจีนออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมากในกรณีดังกล่าว และทางการจีนยืนยันที่จะใช้มาตรการตอบโต้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ จะเห็นได้ชัดว่าจีนก็ไม่ยอม นักเศรษฐศาสตร์ต่างคาการณ์ว่าประเด็นดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศสะดุด ทองคำได้แรงหนุนจากความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก

2.เกาหลีเหนือมีการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยครั้งนี้มีน้ำหนักมากถึง 100 ตัน ซึ่งมีอำนาจการทำลายล้างมากกว่า ระเบิดนิวเคลียร์ที่สหรัฐฯ เคยทิ้งใส่ญี่ปุ่นถึง 6 เท่า ทำให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)ที่มีสมาชิกถาวรได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน มีมติเป็นเอกฉันท์คว่ำบาตรเกาหลีเหนือรอบใหม่

– ลดการส่งออกน้ำมันให้กับเกาหลีเหนือลง 30%

– เกาหลีเหนือทำการส่งออกสิ่งทอทั้งหมด นับเป็นมูลค่าราว 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

– ห้ามไม่ให้ชาวเกาหลีเหนือที่ทำงานในต่างประเทศส่งเงินกลับประเทศ ทั้งนี้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่และของเดิมทำให้การส่งออกของเกาหลีเหนือถูกระงับถึง 90% ราคาทองคำได้ประโยขน์จากการเมืองโลก

  1. S&P ลดอันดับความน่าเชื่อถือจีนที่ AA- เหลือแค่ A+ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ ปี 1999 หลังS&P กล่าวว่าความเสี่ยงจากหนี้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน จะมาพร้อมความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและการเงินที่เพิ่มขึ้น เพราะว่าจีนมีกลยุทธ์ในการใช้การปล่อยสินเชื่อให้กับภาคเอกชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเงินกู้ที่ลงไปในภาคเอกชน จะไปต่อในด้านอสังหาริมทรัพย์ และเป็นปัจจัยพยุง GDP ของจีนให้ยังอยู่ที่ 6% ขึ้นไป ความหมายว่า “การโตของจีนจะมาพร้อมหนี้ที่เพิ่มขึ้น” เศรษฐกิจจีนน่าเป็นห่วงหนุนราคาทองคำ

แล้วในช่วงเดือน พ.ย. ถึงสิ้นเดือน ธ.ค. จะมีปัจจัยอะไรเข้ามากระทบราคาทองคำ

1.เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยอาจเป็นที่แน่นอนแล้วว่า จะมีการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. ของทาง FED หากขึ้นจริงเราจะได้เห็นดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นของสหรัฐฯแตะ 1.50-1.75% ทั้งนี้จากสถิติ 3 ครั้งหลังสุดที่ FED ประกาศว่าจะขึ้นดอกเบี้ยหลังจบการประชุมในเดือน ธ.ค. 16 ,มี.ค. 17 และ มิ.ย. 17 มักทำให้ราคาทองคำลงก่อน และหลังจากที่ขึ้นดอกเบี้ยราคาทองคำมักปรับขึ้น เพราะการรับข่าวตามที่คาดของนักลงทุน

2.การปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ ประเด็นนี้มีความน่าสนใจอยู่ที่การลดภาษีดังกล่าวจะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มองในมุมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะได้ 2 ด้านใหญ่

– โอกาสเพิ่มเม็ดเงินการลงทุนใหม่และดึงเม็ดเงินกลับสู่สหรัฐฯจากเดิมที่อยู่กระจายไปทั่วโลก เนื่องจากการลดภาษีเสมือนการลดต้นทุนหรือนับเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนมากขึ้น นับเป็นการใช้นโยบายการคลังกระตุ้นการลงทุนที่ดี และสามารถเพิ่มการจ้างงานให้กับสหรัฐฯได้เป็นอย่างดี(-ทอง)

– ความเสี่ยงที่อาจไม่มีเม็ดเงินลงทุนตามที่คาดการณ์ เพราะหากประชาชนยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯก็ไม่สามารถทำให้ใครกล้าลงทุนในตอนนี้ ซึ่งทำให้การลดภาษีจะเพิ่มหนี้สาธารณะของสหรัฐฯและเร่งหนี้ให้ท่วมเร็วขึ้น(+ทอง) สรุป 23 พ.ย. รู้แน่ว่าการปฏิรูปภาษีจะผ่านได้หรือไม่ หากผ่านแล้วจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ ต้องลุ้นกันถึงปีหน้าเลยทีเดียว

ซึ่งมองว่าในกรณีแรกมีโอกาสเกิดมากกว่า

หากเป็นไปตามที่กล่าวไว้ คือ  ราคาทองคำมีแนวโน้มเป็น Sideway Up เป้าหมายการยืนเหนือ $1,300 คงได้เห็นก่อนวันปีใหม่ในปี 2017 แน่นอน