ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นนำท่านนักลงทุนก่อนนะครับว่าในช่วงราวๆ สองสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวได้ผันผวนมากทีเดียวแถมยังฉุดดัชนีตลาดหุ้นต่างๆ ทั่วโลกขึ้นลงตามกันไปซะอย่างนั้น ดูแค่ปู่ SET บ้านเราก็เปิดตลาดภาคเช้ากระโดดขึ้นลงกันเป็นว่าเล่นไม่เว้นแต่ละวันนอกจากนั้นยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่เข้ามากดดันตลาดหุ้นบ้านเราที่กำลังปรับตัวทำ All Time High ได้เรื่อยๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าเสียบรรยากาศจริงๆ !

ข้อใหญ่ใจความของบทความนี้คืออะไร ? คำตอบก็คือ “การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นตัวแทนหรือสามารถชี้นำการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นโลกได้หรือไม่” … ซึ่งสิ่งที่เราไปหาคำตอบมาให้ท่านนักลงทุนก็คือตลาดหุ้นสหรัฐฯ สามารถชี้นำการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ(หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือในประเด็นของบรรยากาศการลงทุน) เช่นกรณีประเทศไทยเรามีค่าสหสัมพันธ์กับดาวโจนส์สหรัฐฯ มากถึง +0.98 เลยทีเดียวหมายความว่าการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเกือบจะสมบูรณ์ที่ +1.00 แต่ทั้งนี้ต้องขอชี้แจงก่อนว่าที่จริงดัชนีตลาดหุ้นที่น่าสนใจอีกตัวคือ S&P500 ซึ่งประกอบด้วยหุ้นประมาณ 500 ตัว (ประชากรในทางสถิติมากกว่าดาวโจนส์ซึ่งมีเพียง 30 ตัว ดังนั้นความ “ละเอียด” ในการคำนวณทางสถิติถือว่าดีกว่านอกจากนั้นรูปแบบการคำนวณยังแตกต่างกันอีกด้วย S&P500 ใช้วิธีการ Capitalization-Weighted เหมือน SET Index บ้านเราแต่ดาวโจนส์ใช่วิธี Price-Weighted ดังนั้นถ้าพูดกันตามตรง  S&P500 น่าสนใจกว่าในหลายมิติแต่ที่ดาวโจนส์ได้รับความนิยมมากกว่าก็เพราะมีมานานจนนักลงทุนเคยชินติดปากไปเสียแล้วนั้นเองครับและที่สำคัญทั้งสองดัชนียังเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ(เหมือนกันอย่างกับแกะ!) กล่าวคือค่าสหสัมพันธ์เกือบจะวิ่งตามกันโดยสมบูรณ์ที่ +1.00 ดังนั้นนักลงทุนจึงมองว่าเชื่อถือได้ทั้งคู่

ที่นี้ประเด็นสุดท้ายคือหุ้นสหรัฐฯ นั้นเป็นตัวแทนของ “หุ้นโลก” หรือไม่? เราต้องบอกตามตรงว่าไม่อยากให้ท่านคิดแบบนั้นเพระหากต้องการพิจารณาดัชนีที่เป็นตัวแทนของตลาดหุ้นทั่วโลกควรเลือกพิจารณา MSCI World Index หรือ S&P Global 1200 จะดีกว่าซึ่งในรายละเอียดนั้นยังมีการคำนวณดัชนีในรูปแบบต่างๆ อีกมากมายท่านนักลงทุนลองไปศึกษากันดูนะครับไว้โอกาสหน้าจะนำเสนอเฉพาะเรื่องกันไป แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องยอมรับก็คือการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทนในตลาดหุ้นอื่นๆ ในหลากหลายมิติโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เป็นประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงบวกและเชิงลบทั้งในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) และภาคการเงินการลงทุน (Investment Sector) ย่อมส่งผลต่อกระแสเงินทุน มุมมองและนโยบายการลงทุนต่างๆ ของนักลงทุนทุกประเภทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับ … (แม้จะอยากหลีกเลี่ยงช่วงสหรัฐฯ ดิ่งเหวก็ตาม TT)