ตามที่เราได้รับทราบกันละครับท่านนักลงทุนว่าร่างกฎหมายการปฏิรูปโครงสร้างทางภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ผ่านสภาล่างเเละสภาสูงไปเป็นที่เรียบร้อยเเล้วเเละที่สำคัญดูเหมือนตลาดจะตอบรับเกินคาดการณ์เสียด้วย ดูจะคึกคักเป็นพิเศษเกินหน้าเกินตาทั้งที่ความจริงเเล้วเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการดำเนินนโยบายการคลังเเบบนี้อาจส่งผลบวกเฉพาะในระยะสั้นเท่านั้นเเละอาจส่งผลลบต่อดุลการคลังของรัฐบาลในระยะกลางเเละระยะยาวพอสมควร จึงไม่เเปลกอะไรที่หลายภาคส่วนจะออกมาให้ความเห็นว่า “ระวัง” จะเขวี้ยงงูไม่พ้นคอเพราะจุดประสงค์หลักของนโยบายนี้คือการกระตุ้น GDP ลดการว่างงานเเละเพิ่มขีดความสามารถในการเเข่งขันของประเทศซึ่งเราก็ทราบกันเป็นอย่างดีตามทฤษฎีในตำราเศรษฐกิจเบื้องต้น 101 เเต่ในทางปฏิบัตินั้นเเนวนโยบายเเบบนี้ถูกนำใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือการเอื้อประโยชน์เสียเป็นส่วนใหญ่เพราะผลลัพธ์ของมันเกิดขึ้น “รวดเร็วเเละทันใจ” พอที่จะรักษาฐานเสียงเอาไว้ได้ส่วนผลกระทบในเชิงลบระยะกลางหรือระยะยาวเอาไว้โยนให้รัฐบาลหน้าก็เเล้วกัน

         ฟังดูเเล้วคล้ายๆ กับการกระตุ้นการลงทุนภาครัฐ (+G) ของนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์เเต่ผลไม่เหมือนกันเเน่นอนเพราะจริงอยู่ที่การเพิ่ม +G(government spending) เเละลด -T(tax) จะให้ผลต่อดุลการคลังของประเทศเหมือนกันเเต่เเน่นอนเมื่อที่มามันมาจากสองเเหล่งที่ต่างกันผลลัพธ์ระยะยาวย่อมไม่เหมือนกัน การเพิ่ม +G(government spending) คือการลงทุนในโครงการภาครัฐเพื่อสร้างงานเเละใช้จ่ายเงินทำให้เศรษฐกิจคึกคักไม่ซบเซาผลที่ได้คือทรัพย์สินสาธารณะเเละบริการสาธารณะซึ่งเป็นสวัสดิการของประชาชนดังนั้นผลดีที่ได้คือ welfare ทางเศรษฐศาสตร์ที่ดีขึ้นเเต่ในทางกลับกันการดำเนินนโยบายการคลังผ่านการลด -T(tax) โดยเฉพาะภาษีนิติบุคคลห้างร้านผู้เล่นหลักคือบริษัทผู้ค้ากำไรส่วนประชาชนไม่ได้อะไรเท่าไหร่อย่างมากที่สุดในระยะสั้นก็เเค่การจ้างงานโดยเฉพาะเเรงงานไม่มีฝีมือส่วนในเรื่องของการซื้อสินค้าด้วยราคาถูกลงคงเป็นไปได้ยากประเด็นนี้จึงทำให้ห้างร้านต่างมีกำไรสุทธิในบรรทัดสุดท้ายเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

         ที่สำคัญเขาไม่ได้ลดภาษีให้ชนชั้นกลางเเละชนชั้นล่างดังนั้นชนชั้นกลางจึงได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะเขาไม่ได้ต้องการการจ้างงานใหม่เเละไม่สามารถซื้อสินทรัพย์เเล้วใส่ชื่อบริษัทเพื่อลดภาษีนิติบุคคลได้ อย่างไรก็ตามเราก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลของมันจะเป็นอย่างไรเพราะหลายครั้งทฤษฎีในตำราอาจไม่สอดรับกับชีวิตจริงเเต่การปฏิเสธทฤษฎีบางครั้งก็อาจทำให้เราเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็นนะครับท่านนักลงทุนก็พิจารณากันไปเป็นกรณีๆ ละกันครับผม!